BIC Publication

Guangxi เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ข้อมูลพื้นฐาน

1. ข้อมูลทั่วไป

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยทิศเหนือติดมณฑลกุ้ยโจวและหูหนาน ทิศตะวันตกติดมณฑลยูนนาน ทิศตะวันออกติดติดมณฑลกวางตุ้ง และทิศใต้ติดทะเล (อ่าวตังเกี๋ย) และประเทศเวียดนาม มีพื้นที่ 236,660 ตร.กม. (ประมาณ 46% ของประเทศไทย) ใหญ่เป็นอันดับที่ 9 ของประเทศจีน (คิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของทั้งประเทศ) มีเส้นแนวชายฝั่งทะเลยาว 1,959 กิโลเมตร (มีเขตแดนติดกับประเทศเวียดนาม 1,020 กิโลเมตร โดยเป็นทางบก 460 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกคิดเป็นระยะทาง 771 กิโลเมตร และทิศเหนือจรดทิศใต้ยาวคิดเป็นระยะทาง 634 กิโลเมตร

ข้อมูลประชากร

ปี 2557 มีประชากรรวม 54.755 ล้านคน เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ประจำ 47.54 ล้านคน (เขตเมือง 21.87 ล้านคน คิดเป็น 46%) แบ่งเป็นชนชาติฮั่้น (62%) และชนชาติจ้วง (34%) ใช้ภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง จีนกุ้ยหลิ่ว และจ้วง ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมหายาน คริสต์ และอิสลาม (ไม่เคร่ง)

สภาพภูมิอากาศ

กว่างซีมีสภาพภูมิอากาศแบบลมมรสุมเขตกึ่งร้อน (ร้อนชื้น) แบ่งเป็น 3 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี 16.5-23.1 องศาเซลเซียส โดยมีอุณหภูมิสูงสุด 33.7-42.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด -8.4-2.9 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า1,070 มิลลิเมตร โดยปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยร้อยละ 70-85 วัดได้ในเดือนเมษายนถึงกันยายน

ทรัพยากรสำคัญ

พื้นที่ภาคเหนือและตะวันตกเป็นภูเขาจึงเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรแร่ อาทิ แร่เหล็ก ซีเมนต์ ซัลเฟอร์ ถ่านหิน เจอร์มาเนียม พื้นที่ภาคใต้ติดทะเลอ่าวเป่ยปู้ (อ่าวตังเกี๋ย) จึงเป็นแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์ทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศจีน นอกจากนี้ กว่างซียังเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลที่สำคัญของจีน โดยมีผลผลิตประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ

ประวัติศาสตร์ / วัฒนธรรม

เขตฯ กว่างซีจ้วงมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน โดยมีการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของผู้คนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และปรากฏหลักฐานเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จีนโบราณในสมัยราชวงศ์ฉิน (Qin Dynasty) โดยปรากฏการใช้ชื่อ “กว่างซี” เป็นครั้งแรกในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Song Dynasty) จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2492 (ค.ศ.1949) ยุคต้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน (พรรคคอมมิวนิสต์) ทางการจีนได้มีการจัดตั้งเป็น “มณฑลกว่างซี” (Guangxi Province) โดยมี “นครหนานหนิง” เป็นเมืองเอก จากนั้นในปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ.1957) รัฐบาลกลางได้ผ่านร่างอนุมัติการเปลี่ยนชื่อจาก “มณฑล” เป็น “เขตปกครองตนเองกว่างซี (ชนชาติ) ต้ง” (Guangxi Dong Autonomous Region) ก่อนที่ในปีถัดมา (5 มีนาคม 2501) ที่ประชุมสภาผู้แทนประชาชนกว่างซีได้ประกาศจัดตั้งเขตปกครองตนเองฯ อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2508 (ค.ศ.1965) ทางการจีนได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงชื่อจากเขตปกครองตนเองกว่างซี “ต้ง” เป็นเขตปกครองตนเองกว่างซี (ชนชาติ) “จ้วง” (Guangxi Zhuang Autonomous Region) ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน

2. ข้อมูลด้านการปกครอง

(ภาพแผนมณฑลที่มีแบ่งแยกแต่ละเขต)

การแบ่งพื้นที่เขตปกครอง

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเป็น 1 ใน 5 เขตปกครองตนเองของจีน (มีฐานะเทียบเท่าระดับมณฑล) มีประธานเขตฯ กว่างซีจ้วง เป็นผู้บริหารสูงสุดในฝ่ายรัฐบาล (ขณะที่เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำกว่างซี เป็นผู้บริหารสูงสุดฝ่ายนโยบาย) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 14 เมือง ดังนี้

1. นครหนานหนิง (Nanning City) เป็นเมืองเอก เป็นที่ตั้งของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐในระดับมณฑล และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าของกว่างซี

2. เมืองหลิ่วโจว เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 เป็นเมืองอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องจักรกลก่อสร้าง

3. เมืองกุ้ยหลิน เมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ และเมืองอุตสาหกรรม

4. เมืองยวี่หลิน มีชื่อในอุตสาหกรรมเซรามิก

5. เมืองอู๋โจว เมืองท่าแม่น้ำที่สำคัญของกว่างซี และฐานอุตสาหกรรมวัสดุรีไซเคิล ตลอดจนพื้นที่เชื่อมต่อกับกวางตุ้ง

6. เมืองชินโจว หนึ่งใน 3 เมืองท่ารอบอ่าวเป่ยปู้ มีเขตคลังสินค้าทัณฑ์บน และเขตนิคมอุตสาหกรรมจีน-มาเลเซีย

7. เมืองไป่เซ่อ เมืองชายแดนติดเวียดนาม และเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่สำคัญของกว่างซี และของจีน

8. เมืองกุ้ยก่าง เมืองท่าแม่น้ำสำคัญของกว่างซี เป็นฐานการผลิตปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ที่สุดของกว่างซี

9. เมืองเหอฉือ เมืองแห่งอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และเมืองท่องเที่ยว “หมู่บ้านอายุยืน”

10. เมืองหลายปิน มีชื่อในอุตสาหกรรมอลูมิเนียม และเป็นฐานการผลิตน้ำตาลที่สำคัญของกว่างซี

11. เมืองเป๋ยไห่ หนึ่งใน 3 เมืองท่ารอบอ่าวเป่ยปู้ ตั้งเป้าหมายที่จะเป็น “ซิลลิคอนวัลเล่ย์” และมีเขตแปรรูปเพื่อการส่งออก

12. เมืองฉงจั่ว เมืองการค้าชายแดนจีน-เวียดนาม ฐานการผลิตน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน และกำกับดูแลอำเภอระดับเมืองผิงเสียง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของถนนที่เชื่อมจีนกับอาเซียน รวมถึงไทย (R8 R9 R12)

13. เมืองฝางเฉิงก่าง หนึ่งใน 3 เมืองท่ารอบอ่าวเป่ยปู้ มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของกว่างซี และเป็นเมืองชายแดนติดเวียดนาม (ด่านตงซิง-หม่งก๋าย)

14. เมืองเฮ่อโจว ได้รับการกำหนดให้เป็นฐานรองรับการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมจากภาคตะวันออก

ผู้บริหารฝ่ายการเมือง

นายเผิง ชิง หัว (Peng Qing Hua)

เลขาธิการพรรคฯ

นายเผิง ชิง หัว (Peng Qing Hua)

ปธ.สภาผู้แทน ปชช

นายเฉิน อู่ (Chen Wu)

ประธาน (ผู้ว่าการ) กว่างซี

นางเฉิน จี้ หว่า (Chen Ji Wa)

ปธ.สภาที่ปรึกษาการเมือง

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาครัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงได้ที่ http://www.gxzf.gov.cn/

เมืองสำคัญ/เขตพัฒนาเศรษฐกิจ

เมืองสำคัญ/เขตพัฒนาเศรฐกิจ

เมืองสำคัญของกว่างซี

1. นครหนานหนิง (Nanning)

“เมืองเอก” ของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มีความสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ (อ่าวเป่ยปู้) ของมณฑล เป็นเมืองที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 จาก 14 เมือง) ของกว่างซี ทั้งในแง่พื้นที่ ประชากร และขนาดเศรษฐกิจ) ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับอีกหลายเมืองใหญ่ของจีน นครหนานหนิงอาจได้รับการจัดให้เป็น “หัวเมืองชั้น 2” ของประเทศ

นครหนานหนิง เป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่จัดถาวรของ “งานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน” (China-ASEAN Expo; CAEXPO) ได้รับการขนานนามเป็น “Green City” เป็นบ้านพี่เมืองน้องกับเทศบาลเมืองขอนแก่น และมีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนภาษาไทยมากที่สุดในเขตฯ กว่างซีจ้วง

นครหนานหนิง มีพื้นที่ราว 2.2 หมื่น ตร.กม. (ใหญ่กว่า กทม. 14 เท่า) มีประชากรราว 7.1 ล้านคน (ปี 55) แบ่งเป็นการปกครองเป็น 6 เขต 6 อำเภอ นครหนานหนิงเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับจังหวัดขอนแก่น

เขตธุรกิจที่น่าสนใจ ได้แก่

1.1 เขตซิงหนิง (兴宁区)

ถือเป็นเป็นย่านใจกลางเมืองและเป็นแหล่งธุรกิจที่มีความเก่าแก่ที่สุด รวมทั้งเป็นที่ตั้งของแหล่งช็อปปิ้ง และถนนคนเดิน (walking street) ที่มีชื่อเสียงที่สุดของนครหนานหนิง

ย่านใจกลางเมืองแห่งนี้ ถือเป็นทำเลทองที่เหมาะกับการค้าขายสินค้าของผู้ประกอบการ เนื่องจากมีลูกค้าหมุนเวียนเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

1.2 เขตเมืองใหม่ (ธุรกิจ) ล่างตง(埌东新区)

ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของนครหนานหนิง เป็นย่านธุรกิจ สำนักงาน แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของนครหนานหนิง เป็นพื้นที่ที่มีระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและมีการพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์สูงที่สุดพื้นที่หนึ่งของนครหนานหนิง

ปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของสถานกงสุลต่างประเทศในนครหนานหนิง ซึ่งในชั้นนี้ มีอยู่ 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว พม่า และ กัมพูชา

ทางการหนานหนิงวางแผนให้เขตนี้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของนครหนานหนิง โดยนอกจากเป็นที่ตั้งของสถานีรถขนส่ง (บขส.) ในปัจจุบันแล้ว ในอนาคต จะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟความเร็วสูง (เชื่อมระหว่างเมือง และข้ามมณฑล)

กล่าวได้ว่า “เขตเมืองใหม่ล่างตง” จะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของนครหนานหนิงในอนาคต

1.3 เขตเมืองใหม่อู่เซี่ยง(五象新区)

ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของนครหนานหนิง มีพื้นที่ 175 ตร.กม.เป็นเขตใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของนครหนานหนิง โดยได้รับการกำหนดให้เป็นที่ตั้งของที่ทำการของหน่วยงานราชการ พื้นที่โลจิสติกส์ และพื้นที่พักผ่อนแห่งใหม่ของเมือง

ปัจจุบัน อยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ

2. เมืองหลิ่วโจว (Liuzhou)

เป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของมณฑล มีบทบาทสำคัญภาคอุตสาหกรรม โดยเป็น “ฐานการผลิตรถยนต์และเครื่องจักรวิศวกรรมก่อสร้าง” ที่ใหญ่ที่สุดของกว่างซี

ทำเลที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของมณฑล ด้านเหนือติดมณฑลหูหนาน ด้านใต้ติดเมืองหลายปิน ด้านตะวันออกติดเมืองกุ้ยหลิน และด้านตะวันตกติดเมืองเหอฉือ

เมืองหลิ่วโจว มีพื้นที่ 18,618 ตร.กม. โดยเป็นพื้นที่้เขตเมือง 1,214 ตร.กม. มีประชากรรราว 3.7 ล้านคน (ปี 54) แบ่งการปกครองออกเป็น 4 เขต 6 อำเภอ

อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีเมือง ได้แก่ ถลุงโลหะ เคมีภัณฑ์ ผลิตยา ผลิตน้ำตาล ผลิตกระดาษ วัสดุก่อสร้าง และสิ่งทอ

เมืองหลิ่วโจวเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับจังหวัดระยอง

3. เมืองกุ้ยหลิน (Guilin)

เป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของมณฑล ในอดีตเคยเป็น “เมืองเอก” ของเขตฯ กว่างซีจ้วง มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก จากที่มีทัศนียภาพที่งดงาม ประหนึ่ง “ภูผาธารา หนึ่งในใต้หล้า”

กุ้ยหลิน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑล ด้านเหนือและตะวันออกติดมณฑลหูหนาน ด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ติดเมืองหลายปิน ด้านใต้และตะวันออกเฉียงใต้ติดเมืองอู๋โจวและเมืองเฮ่อโจว มีขนาดพื้นที่ 2.78 หมื่น ตร.กม. มีประชากร 4.9 ล้านคน (ปี 53)

นอกจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว อุตสาหกรรมสำคัญของเมือง ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยางพารา และอุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม (เบียร์) ตลอดจนเป็นที่ตั้งของเขตพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงกุ้ยหลิน

4. เมืองท่ารอบอ่าวเป่ยปู้ : เมืองฝางเฉิงก่าง เมืองชินโจว และเมืองเป๋ยไห่

เมืองท่าสำคัญของเขตเศรษฐกิจอ่าวเป่ยปู้ทั้ง 3 เมืองได้รับการกำหนดบทบาททางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีความแตกต่างกัน ดังนี้

เมืองฝางเฉิงก่าง (Fangchenggang) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองรอบอ่าวเป่ยปู้ ด้านเหนือติดนครหนานหนิง (ห่างจากเขตเมืองหนานหนิงประมาณ 180 กิโลเมตร) ด้านตะวันออกติดเมืองชินโจว ด้านตะวันตกติดประเทศเวียดนาม มีขนาดพื้นที่ 6,173 ตร.กม. ประชากร 9.3 แสนคน (ปี 55) แบ่งการปกครองออกเป็น 2 เขต 1 อำเภอ และ 1 อำเภอระดับเมือง

ฝางเฉิงก่างนี้มีจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง กล่าวคือ เป็นที่ตั้งของท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกว่างซี ระยะทาง 8 กิโลเมตร (มีเส้นทางเดินเรือตรงสู่ประเทศไทย) และมีพรมแดนติดประเทศเวียดนามทั้งทางบก (อำเภอระดับเมืองตงซิง) และทางทะเล และเป็นแหล่งนำเข้าส่งออกสินค้าเทกองที่สำคัญ (สินแร่ ถ่านหิน และวัสดุก่อสร้าง) ของพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศจีน

เมืองชินโจว (Qinzhou) ตั้งอยู่ตรงกลางของเมืองรอบอ่าวเป่ยปู้ ด้านเหนือติดนครหนานหนิง (ห่างจากเขตเมืองหนานหนิงประมาณ 120 กิโลเมตร) ด้านตะวันออกติดเมืองเป๋ยไห่ ด้านตะวันตกติดเมืองฝางเฉิงก่าง มีขนาดพื้นที่ 10,843 ตร.กม. มีประชากร 3.7 ล้านคน (ปี 53) แบ่งการปกครองออกเป็น 2 เขต 2 อำเภอ

“ชินโจว” มีท่าเรือน้ำลึกธรรมชาติ เป็นเมืองได้รับการกำหนดให้เป็นจุดนำเข้า แปรรูป และสำรองน้ำมันปิโตรเลียมของเขตฯ กว่างซีจ้วง

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของ “ท่าเรือสินค้าทัณฑ์บนเมืองชินโจว” สำหรับการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (แห่งที่ 5 ของประเทศจีน) และศูนย์กลางการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ (ศูนย์กระจายเหล้าไวน์นำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน

และล่าสุด ทางการจีนได้ร่วมกับทางการมาเลเซียจัดตั้ง “เขตนิคมอุตสาหกรรมจีน-มาเลเซีย” ณ เมืองชินโจว โดยเป็นนิคมอุตสาหกรรมระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนแห่งที่ 3 ต่อจากนิคมอุตสาหกรรมจีน (ซูโจว) -สิงคโปร์ และเมืองนิเวศจีน (เทียนจิน)-สิงคโปร์

เมืองชินโจวและจังหวัดสมุทรสาครได้สถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องกันตั้งแต่ปี 2550

เมืองเป๋ยไห่ (Beihai City) ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของเมืองรอบอ่าวเป่ยปู้ ด้านเหนือติดเมืองชินโจว เมืองตะวันออกเฉียงเหนือติดเมืองยวี่หลิน ด้านตะวันออกติดเมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง มีขนาดพื้นที่ 3,337 ตร.กม. มีประชากร 1.6 ล้านคน (ปี 53) แบ่งการปกครองออกเป็น 3 เขต 1 อำเภอ

นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวริมทะเลแล้ว เป๋ยไห่ยังได้รับการกำหนดบทบาทเป็น“ซิลลิคอน วัลเล่ย์แห่งอ่าวเป่ยปู้” (ฐานอุตสาหกรรมไอทีและอิเล็กทรอนิกส์)

นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมเด่นอื่นๆ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ฐานผลิตของ Sinopec) และอุตสาหกรรมวัสดุใหม่

เมืองเป๋ยไห่ เป็นที่ตั้งอยู่ “เขตนิคมแปรรูปเพื่อการส่งออกเมืองเป๋ยไห่”

เมืองเป๋ยไห่และอำเภอหาดใหญ่ ได้สถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องกันตั้งแต่ปี 2548

5. เมืองฉงจั่ว (Chongzuo)

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเขตฯ กว่างซีจ้วง ด้านตะวันออกติดนครหนานหนิง ด้านเหนือติดเมืองไป่เซ่อ ด้านใต้และตะวันตกติดประเทศเวียดนาม

เป็นเมืองการค้าชายแดนที่สำคัญของมณฑล เป็น “ถนนสู่อาเซียน” โดยสามารถเชื่อมต่อกับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงไทย(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ผ่านเส้นทาง R8 R9 และ R12

ฉงจั่วมีชายแดนด้านใต้และตะวันตก) ติดกับประเทศเวียดนาม ยาว 533 กิโลเมตร โดยมีด่านชั้นหนึ่ง (ด่านสากล) 3ด่าน ด่านชั้นสอง ( จุดผ่อนปรนกับประเทศเพื่อนบ้าน) 4 ด่าน และตลาดการค้าชายแดน 15 แห่ง

อำเภอระดับเมืองผิงเสียง (Pingxiang) เป็นอำเภอที่มีความสำคัญของเมืองฉงจั่ว และเขตฯ กว่างซีจ้วง ในฐานะ “เมืองหน้าด่าน” หรือ “ประตูสู่อาเซียน” เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างนครหนานหนิงกับกรุงฮานอย (ห่างจากนครหนานหนิงและกรุงฮานอย 160 และ 172 กิโลเมตร) ในการนี้ อำเภอผิงเสียงจึงปริมาณการค้าระหว่างประเทศ

ด่านสากลที่มีชื่อเสียงของอำเภอฯ ผิงเสียง คือ ด่านโหย่วอี้กวาน (Youyiguan Border) และด่านระดับ 2 คือ ด่านผู่จ้าย (Puzhai Border)

นอกจากนี้ ผิงเสียงยังเป็นที่ตั้งของ “เขตคลังสินค้าทัณฑ์บนแบบบูรณาการผิงเสียง” และเขตความร่วมมือข้ามชาติจีน-เวียดนามอีกด้วย

ปัจจุบัน เทศบาลเมืองฉงจั่วกำลังผลักดันการสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรมจีน-ไทย ณ เมืองฉงจั่ว

เมืองฉงจั่วกับจังหวัดมุกดาหาร ได้ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกันตั้งแต่ปี 2554

 

นิคมอุตสาหกรรมของกว่างซี

ปัจจุบัน เขตฯ กว่างซีจ้วงมีนิคมอุตสาหกรรมที่ผ่านการอนุมัติ 31 แห่ง คิดเป็นพื้นที่รวม 18,802 เฮกตาร์ อย่างไรก็ดี ในจำนวนนี้ เป็นพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาแล้วเพียง 15.373 เฮกตาร์ นิคมอุตสาหกรรมของกว่างซี หลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. เขตพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (High Technology Development Zone)

เรียกสั้นๆ ว่า “นิคมไฮเทค” เป็นเขตพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนในระดับประเทศ มีอยู่ 4 แห่ง ตั้งอยู่ในนครหนานหนิง เมืองกุ้ยหลิน เมืองเป๋ยไห่ และเมืองหลิ่วโจว มีอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ ยาและเวชภัณฑ์ โลหะนอกกลุ่มเหล็ก วัสดุใหม่ อะไหล่ยานยนต์ อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

2. เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเชิงบูรณาการ (Economy and Technology Development Zone)

เป็นเขตพัฒนาระดับมณฑลหรือระดับเมือง มีอยู่ 21 แห่ง ตั้งอยู่กระจายตามหัวเมืองสำคัญ มีอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรทางการเกษตร วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องจักรวิศวกรรมก่อสร้าง แปรรูปอลูมิเนียม ผลิตยา ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปอาหาร ถลุงโลหะ แปรรูปโลหะนอกกลุ่มเหล็ก สิ่งทอ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นต้น

3. เขตพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก (Export-Oriented Economy Development Zone)

เป็นเขตความร่วมมือข้ามมณฑล/ข้ามประเทศ เน้นการผลิตและแปรรูปเพื่อการส่งออก ส่วนใหญ่ตั้งอยู่เมืองที่มีจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง (ท่าเลียบชายฝั่งทะเล/เลียบฝั่งแม่น้ำ/เลียบแนวพรมแดน) ได้แก่ เมืองเป๋ยไห่ เมืองอู๋โจว อำเภอระดับเมืองผิงเสียง และอำเภอระดับเมืองตงซิง มีอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เครื่องจักรทางการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตยา เคมีภัณฑ์ อาหาร สิ่งทอ พลาสติก วัสดุไม้และเซรามิก เป็นต้น

นิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญ

เขตพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงนครหนานหนิง (Nanning High-Technology Development Zone)

จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลางเป็นเขตพัฒนาระดับชาติเมื่อปี 2535 มีพื้นที่รวม 43.7 ตร.กม. ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครหนานหนิง

จุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งอยู่ในเมืองศูนย์กลางเขตเศรษฐกิจอ่าวเป่ยปู้กว่างซี ทำให้มีความได้เปรียบด้านการคมนาคมขนส่ง ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟและท่าเรือแม่น้ำเพียง 3 กม. ห่างจากใจกลางเมือง 4 กม. ห่างจากสนามบิน 30 กม. ห่างจากท่าเรือเมืองชินโจว 104 กม. ห่างจากท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง 204 กม. และห่างจากด่านโหย่วอี้กวาน(ด่านพรมแดนจีน-เวียดนาม) 210 กม. หากใช้ทางหลวงพิเศษใช้เวลาเดินทางเพียง 1-2 ชม.

อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยาชีวภาพ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (Mechatronics) และอะไหล่ยานยนต์ การ์ตูนแอนนิเมชั่น และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่

ปัจจุบัน มีวิสาหกิจ Top500 ของโลก และวิสาหกิจชั้นนำระดับประเทศเข้าลงทุนจำนวนมาก

เขตพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเมืองกุ้ยหลิน (Guilin High-Technology Development Zone)

จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 และได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลางเป็นเขตพัฒนาระดับชาติเมื่อปี 2534 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองกุ้ยหลิน

การคมนาคมมีความสะดวก ใช้ทางหลวงพิเศษเดินทางสู่ท่าเรือรอบอ่าวเป่ยปู้ไม่ถึง 5 ชั่วโมง และเดินทางสู่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ใช้เวลา 5 ชั่วโมงกว่า

อุตสาหกรรมเสาหลัก 5 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมไอทีอิเล็กทรอนิกส์ (สัดส่วนร้อยละ 35) อุตสาหกรรมยาชีวภาพ (สัดส่วนร้อยละ 22) อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (สัดส่วนร้อยละ 18)อุตสาหกรรมวัสดุใหม่ (สัดส่วนร้อยละ 17) และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สัดส่วนร้อยละ 6)

ปัจจุบัน มีวิสาหกิจจากทัังในและต่างประเทศ (สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) เข้าจัดตั้งกิจการแล้วกว่าพันราย

เขตพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเมืองเป๋ยไห่ (Beihai High-Technology Development Zone)

จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 เป็นนิคมระดับมณฑล ต่อมาในปี2549 ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลมณฑลและรัฐบาลกลางในการปฏิรูปและควบรวมพื้นที่กับนิคมอุตสาหกรรมอีกแห่ง เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมระดับชาติ มีพื้นที่ 328.67 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองเป๋ยไห่

รูปแบบดำเนินการ แบ่งเป็นสวนอุตสาหกรรมย่อย ได้แก่ เขตบริหารจัดการส่วนกลาง (พื้นที่ 250.8 เฮกตาร์) สวนเทคโนโลยีมหาสมุทร (พื้นที่ 12.6 เฮกตาร์) สวนอุตสาหกรรมยาชีวภาพ (พื้นที่ 22.7 เฮกตาร์) สวนเทคโนโลยีซอฟแวร์และอิเล็กทรอนิกส์ (พื้นที่ 36.7 เฮกตาร์) และสวนเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ (พื้นที่ 5.9 เฮกตาร์)

จุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งอยู่ในเมืองท่ารอบอ่าวเป่ยปู้ ทำให้การขนส่งขนย้ายมีความสะดวกรวดเร็ว และมีต้นทุนค่อนข้างต่ำ ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมือง 2 กม. ห่างจากท่าเรือเมืองเป๋ยไห่ 3 กม. ห่างจากสถานีรถไฟ 1.5 กม. และห่างจากสนามบิน 20 กม.

อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้แก่ อุปกรณ์ต่อเรือ เครื่องจักรสมัยใหม่ วัสดุใหม่ พลังงานทดแทน และการแปรรูปทรัพยากร

เขตพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเมืองหลิ่วโจว (Liuzhou High-Technology Development Zone)

จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 และได้รับอนุมัติจากรัฐบาลกลางเป็นเขตพัฒนาระดับชาติเมื่อปี 2553 ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลิ่วโจว

อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมโลหะนอกกลุ่มเหล็ก (เช่น อินเดียม ดีบุก และไทเทเนียม) เพื่อใช้นำไปต่อยอดสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุใหม่ และอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เช่น หลอด LED ประหยัดพลังงาน และฟิล์มสำหรับแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์

นอกจากนี้ มีการเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมไอทีอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยาชีวภาพ และอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบัน มีวิสาหกิจเข้าจัดตั้งกิจการแล้วหลายร้อยราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจจากในประเทศ

การคมนาคมและโลจิสติกส์

การคมนาคมและโลจิสติกส์

ปัจจุบัน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงกำลังเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อให้เชื่อมต่อกับมณฑลข้างเคียง และประเทศอื่นๆ (โดยเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียน) ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยตั้งเป้าหมายว่า เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของกว่างซีจะลดลงเป็นอย่างมาก จากที่เป็นอยู่ประมาณร้อยละ 20 ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับมณฑลทางภาคตะวันออกซึ่งมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7-9

ในการพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของมณฑล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของกว่างซีแนวทางหลักที่ทางการเขตฯ กว่างซีจ้วงจะเน้น คือ การปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งมวลชน (ระบบรถไฟใต้ดิน และระบบรถไฟความเร็วสูง) และพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อพื้นที่ภายในประเทศ (มณฑลรอบข้าง) ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงระหว่างแหล่งผลิต (อาทิ เขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และพื้นที่รอบข้าง) กับ “ประตู” การขนส่งหลัก (อาทิ ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าเรือแม่น้ำ) และการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองชายแดน (ด่านพรมแดนสากล และด่านพรมแดนชั้น 2 ที่ตั้งอยู่ติดประเทศเวียดนาม) กับประเทศอื่นๆ (ผ่านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและองค์ประกอบเสริมเพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งภายในประเทศเข้ากับระบบขนส่งระหว่างประเทศ เช่น ถนน ท่าเรือ และรถไฟข้ามประเทศ)

เส้นทางบก

ระบบการขนส่งทางบกเปรียบเสมือน “เส้นเลือด” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของเขตฯ กว่างซีจ้วง ในแต่ละปี รัฐบาลมณฑลได้จัดสรรเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางบกให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการระบบการคมนาคมที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากกระแสการเคลื่อนย้ายฐานอุตสาหกรรมการผลิตจากพื้นที่ทางภาคตะวันออก (ที่มีค่าแรงสูงกว่า) สู่มณฑลทางภาคตะวันตก (ซึ่งมีค่าแรงต่ำกว่า) ซึ่งกว่างซีเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ

ระบบทางหลวงและทางหลวงพิเศษ

เขตฯ กว่างซีจ้วงได้วางระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษ “6 แนวนอน 7 แนวตั้ง 8 เส้นทางหลัก” เพื่อเชื่อมโยงกับมณฑลรอบข้าง รวมถึงกับอาเซียนผ่านเวียดนาม โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2563 จะมีเส้นทางหลวงพิเศษข้ามมณฑลจำนวนทั้งสิ้น 18 เส้นทาง แบ่งเป็นเส้นทางเชื่อมมณฑลกวางตุ้ง 7 เส้นทาง เส้นทางเชื่อมมณฑลหูหนาน 5 เส้นทาง เส้นทางเชื่อมมณฑลกุ้ยโจว 4 เส้นทาง และเส้นทางเชื่อมมณฑลยูนนาน 2 เส้นทาง

ปี 2555 ระบบทางหลวงของเขตฯ กว่างซีจ้วงมีระยะทางครอบคลุม 111,384 กิโลเมตร (ทางหลวงตัดใหม่ 3,478 กิโลเมตร) และระบบทางหลวงพิเศษมีระยะทาง 3,305 กิโลเมตร (ทางหลวงพิเศษตัดใหม่ 422 กิโลเมตร)

ถนนระหว่างประเทศ

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเชื่อมต่อกับอาเซียน (รวมถึงไทย) ด้วย “ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์” (Nanning Singapore Economic Corridors) ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางทางถนนและรถไฟ โดยเริ่มต้นจากนครหนานหนิง ผ่านประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา ไทย และมาเลเซีย เพื่อไปสิ้นสุดที่สิงคโปร์

เส้นทางถนน สามารถแบ่งได้เป็น 3 เส้นทาง ประกอบด้วย

(1) R9 (นครหนานหนิง – มุกดาหาร – กรุงเทพฯ) ระยะทางประมาณ 1,900 กว่ากิโลเมตร – เป็นเส้นทางขนส่งผลไม้ตามพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน

รายละเอียดเส้นทางเริ่มต้นจากนครหนานหนิง – ด่านโหยวอี้ อำเภอระดับเมืองผิงเสียง เขตฯ กว่างซีจ้วง – จ.หลั่งเซิน (Lang Son) – จ.บั๊กยาง (Bac Giang) – จ.บั๊กนิงห์ (Bac Ninh) – กรุงฮานอย – ถนนหมายเลข 1 จ.ฮานาม (Ha Nam) – จ.นิงบิงห์ (Ninh Binh) –จ.แทงหวา (Thanh Hoa) – จ.เงอาน (Nghe An) – จ.ฮาติง (Ha Tinh) – จ. กวางบิงห์ (Guang Binh) – อ.ยอลิงห์ (Gio Linh) จ. กวางบิงห์ (Guang Binh) – ถนนหมายเลข 9 อ.ดงฮา (Dong Ha) จ.กวางตริ (Guang Tri) – อ.ลาวบาว (Lao Bao) ด่านลาวบาว ประเทศเวียดนาม – ด่านแดนสะหวัน (Dansavanh) – ด่านสะหวันนะเขต แขวงสะหวันนะเขต (Savannakhet) ประเทศลาว – ด่านมุกดาหาร – จ.ขอนแก่น – กรุงเทพฯ

(2) R12: (นครหนานหนิง – นครพนม – กรุงเทพฯ) รวมระยะทาง 1,700 กว่ากิโลเมตร (ปัจจุบัน มีผู้ใช้ขนส่งแล้ว แต่ยังไม่เป็นหนึ่งในเส้นทางตามพิธีสารฯ)

รายละเอียดเส้นทางเริ่มจากนครหนานหนิง – ด่านโหยวอี้ เขตฯ กว่างซีจ้วง – ด่านลางเซิ่น (Lang Son) – กรุงฮานอย – อ.วินห์ (Vinh) จ.เงอาน (Nghe An) – ด่านจาลอ (Cha Lo) ประเทศเวียดนาม – ด่านนาพาว (Na Phao) – เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ประเทศลาว – ด่านพรมแดน จ. นครพนม – กรุงเทพฯ

(3) R8 ต่อ R13 : (นครหนานหนิง – หนองคาย – กรุงเทพฯ) เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสายใหม่ซึ่งมีระยะทางสั้นที่สุด (ปัจจุบัน มีผู้ใช้ขนส่งแล้ว แต่ยังไม่เป็นเส้นทางตามพิธีสารฯ เช่นกัน)

รายละเอียดเส้นทางเริ่มจากนครหนานหนิง – ด่านโหยวอี้ เขตฯ กว่างซีจ้วง – ด่านลางเซิ่น (Lang Son) – กรุงฮานอย – อ.วินห์ จ. เงอาน (Nghe An) (ทางหลวงหมายเลข 8) – ด่านเกาแจว (Cau Treo) จ.ฮาติง (Ha Tinh) ประเทศเวียดนาม – ด่านน้ำพาว (Nam Phao) แขวงบอริคำไซย – แยกน้ำทอน (ทางหลวงหมายเลข 13) – ด่านปากซัน (Pak Son) – ด่านพรมแดน จ. หนองคาย – จ. ขอนแก่น – กรุงเทพฯ

(4) เส้นทางที่รอการพัฒนาในอนาคต รายละเอียดเส้นทางเริ่มจากนครหนานหนิง – ด่านโหย่วอี้ – กรุงฮานอย – อ.ม็อคเชา (Mou Chau) (ทางหลวงหมายเลข 6) – ซำเหนือ (Sam Neua เมืองหลวงของแขวงหัวพัน) – เชียงขวาง – เวียงจันทน์ – ด่านพรมแดน จ. หนองคาย – จ. ขอนแก่น – กรุงเทพฯ

ระะบบราง

ระบบการขนส่งระบบราง (Rail transport) เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่โลจิสติกส์ เพื่อใช้สำหรับการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งในแต่ละปี รัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑลได้สนับสนุนเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล เพื่อการก่อสร้างและบูรณาการโครงข่ายการขนส่งระบบรางให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น เนื่องจากระบบรางมีจุดแข็งด้านต้นทุน (ต่ำกว่าการขนส่งทางรถยนต์) และความปลอดภัย

1.1 รถไฟใต้ดิน

ปี 2545 นครหนานหนิงเริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดิน ต่อมาในปี 2548 จึงได้คลอดแผนงานพัฒนาการคมนาคมระบบรางในเมือง และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนในปี 2551

โครงการฯ ประกอบด้วย 8 เส้นทางครอบคลุมทั่วเมือง รวมระยะทาง 252.1 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุนราว 1.5 แสนล้านหยวน

ปัจจุบัน อยู่ระหว่างดำเนินการสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดิน จำนวน 2 เส้นทาง คือ

(1) เส้นทางหมายเลข 1 (สายสีแดง) เริ่มต้นจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกของเมือง รวม 25 สถานี ระยะทาง 32.6 กิโลเมตร แบ่งเป็นเส้นทางลอยฟ้า 6.9 กิโลเมตร และใต้ดิน 25.7 กิโลเมตร มีสถานีเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร (Interchange Station) 8 สถานี มูลค่าเงินลงทุน 14,920 ล้านหยวน

เริ่มดำเนินงานก่อสร้างตลอดแนวเส้นทางเมื่อ 29 ธ.ค.54 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานได้ในปี 2559

(2) เส้นทางหมายเลข 2 (สายสีเขียวเข้ม) เริ่มต้นจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ของเมือง รวม 26 สถานี ระยะทาง 37.3 กิโลเมตร

งานก่อสร้างระยะแรก มีระยะทาง 21 กิโลเมตร มี 16 สถานี (สถานีใต้ดิน 13 สถานี และสถานีลอยฟ้า 3 สถานี เป็นสถานีเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร 6 สถานี) มูลค่าเงินลงทุน 12,667 ล้านหยวน

เริ่มงานก่อสร้างตลอดแนวเส้นทางเมื่อ 31 ธ.ค.56 และคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานได้ในปี 2560

1.2 เส้นทางรถไฟความเร็วสูง

ปัจจุบัน เขตฯ กว่างซีจ้วงเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟความเร็วสูง (เขตปกครองตนเองแห่งแรกจาก 5 เขตปกครองของประเทศจีนที่มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง) แบ่งเป็น (1) เส้นทางในมณฑล และ (2) เส้นทางข้ามมณฑล

สำหรับ (1) เส้นทางรถไฟความเร็วสูงในมณฑล ประกอบด้วย

(1.1) “เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเลียบชายฝั่งทะเล” วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประกอบด้วย 3 เส้นทาง (เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อ 30 ธ.ค.56) ได้แก่

  • นครหนานหนิง-เมืองชินโจว ระยะทาง 99.1 กิโลเมตร เริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.51 ใช้เวลาเดินทาง 25 นาที
  • เมืองชินโจว-เมืองเป๋ยไห่ ระยะทาง 62.6 กิโลเมตร เริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.52 ใช้เวลา 30 นาที
  • เมืองชินโจว-เมืองฝางเฉิงก่าง ระยะทาง 99.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 20 นาที

จึงกล่าวได้ว่า ภายหลังการเปิดให้บริการ การเดินทางระหว่าง 4 เมืองรอบอ่าวเป่ยปู้กว่างซี จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง

(1.2) “เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองตอนเหนือ” วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ นครหนานหนิง-เมืองหลิ่วโจว-เมืองกุ้ยหลิน (เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อ 30 ธ.ค.56)

สำหรับ (2) เส้นทางรถไฟความเร็วสูงข้ามมณฑล เปิดให้บริการเส้นทาง “เมืองกุ้ยหลิน-กรุงปักกิ่ง” (สถานีปักกิ่งตะวันตก) ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเกือบ 26 ชั่วโมง) และ “เมืองกุ้ยหลิน-นครฉางซา” (มณฑลหูหนาน) เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.56

นอกจากนี้ ยังมี “เส้นทางรถไฟความเร็วสูงหนานกว่าง” (นครหนานหนิง เขตฯ กว่างซีจ้วง – นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง)

เริ่มเปิดดำเนินงานก่อสร้างเมื่อ 9 พ.ย.51 และเริ่มวางรางรถไฟเมื่อ 30 พ.ค.55 และเปิดให้บริการช่วงเส้นทางนครหนานหนิง-เมืองอู๋โจว (เฉพาะช่วงเส้นทางในเขตฯ กว่างซีจ้วง) เมื่อ 18 เม.ย.57

รถไฟเป็นระบบรางคู่ รวมระยะทางรวม 577.1 กิโลเมตร เป็นเส้นทางในกว่างซี 349.8 กิโลเมตร และเส้นทางในกวางตุ้ง 227.3 กิโลเมตร มีทั้งหมด 23 สถานี ใช้ระยะเวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมง

เริ่มต้นจากนครหนานหนิง ผ่านเมืองกุ้ยก่าง (Guigang City, 贵港市) เมืองอู๋โจว (Wuzhou City, 梧州市) ของเขตฯ กว่างซีจ้วง ก่อนเข้าสู่มณฑลกว่างตงที่เมืองอวิ๋นฝู (Yunfu City, 云浮市) เมืองจ้าวชิ่ง (Zhaoqin City, 肇庆市) เขตฝอซาน และสิ้นสุดสถานีที่นครกว่างโจว

1.3 เส้นทางรถไฟข้ามประเทศ

ปัจจุบัน เขตฯ กว่างซีจ้วงเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟข้ามชาติจีน-เวียดนาม ซึ่งเริ่มต้นเส้นทางจากนครหนานหนิง – อำเภอระดับเมืองผิงเสียง (เขตฯ กว่างซีจ้วง) – จังหวัด Lang Son และสิ้นสุดที่สถานี Gia Lam กรุงฮานอย (ประเทศเวียดนาม) มีความยาว 401 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาเดินทาง 13 ชั่วโมง (หยุดตรวจเอกสารบริเวณด่านพรมแดนราว 4 ชั่วโมง)

เส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางรถไฟสายไหม” (Iron Silk Road) หรือ เส้นทางรถไฟข้ามทวีปเอเชีย Trans-Asian Railway – TAR) สายตะวันออก

เริ่มต้นจากประเทศสิงคโปร์ ผ่านมาเลเซีย เข้าสู่ประเทศไทยและไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ก่อนเข้าสู่เวียดนามซึ่งเป็นเส้นทางรถไฟเลียบชายฝั่งทะเลเข้าสู่กรุงฮานอย จากนั้น ทางรถไฟจะแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางย่อย

(1) เส้นทางแรก คือ เส้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มุ่งสู่ “นครหนานหนิง” (เขตฯ กว่างซีจ้วง ประเทศจีน)2) เส้นทางที่สอง คือ เส้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มุ่งสู่ “นครคุนหมิง” (มณฑลยูนนาน ประเทศจีน)

ในอนาคต คาดว่า จะมีการขยายเส้นทางรถไฟข้ามชาติอีก 1 เส้นทาง ระหว่างเมืองไป่เซ่อ – จังหวัด Cao Bang ของประเทศเวียดนาม โดยถือเป็นเส้นทางรถไฟระหว่างจีนกับเวียดนามสายที่ 2 (อีกสาย ได้แก่ อำเภอระดับเมืองผิงเสียง –จังหวัด Lang Son ของเวียดนาม)

ทั้งนี้ เส้นทางรถไฟฝั่งเขตฯ กว่างซีจ้วงได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อย

เส้นทางทางน้ำ

เขตฯ กว่างซีจ้วงมีการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณท่าเรือเลียบชายฝั่งทะเลและท่าเรือเลียบแม่น้ำ ผ่านกรอบความร่วมมือต่างๆ อาทิ “เขตเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้” และ “โครงการพัฒนาแม่น้ำซีเจียง” พร้อมทั้งบูรณาการระบบโครงข่ายคมนาคมด้านอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ปี 2555 ท่าเทียบเรือต่างๆ เขตฯ กว่างซีจ้วงมีศักยภาพรองรับการขนส่ง 241 ล้านตัน ในจำนวนนี้ เป็นการขนส่งผ่านท่าเทียบเรือเลียบชายฝั่งทะเล 160 ล้านตัน (ที่เหลือเป็นท่าเทียบเรือแม่น้ำ)

ท่าเรือเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวเป่ยปู้

เขตฯ กว่างซีจ้วงเส้นแนวชายฝั่งทะเลยาว 1,629 กิโลเมตร มีเมืองติดชายฝั่งทะเลอ่าวเป่ยปู้ (อ่าวตังเกี๋ย) 3 เมือง ได้แก่ เมืองเป๋ยไห่ เมืองชินโจว และเมืองฝางเฉิงก่าง

ท่าเรือเลียบชายฝั่งอ่าวเป่ยปู้เป็น “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญของ “เขตเศรษฐกิจอ่าวเป่ยปู้กว่างซี” (Guangxi Beibu Gulf Economic Zone) ครอบคลุมพื้นที่ 4 เมืองหลัก (นครหนานหนิง เมืองเป๋ยไห่ เมืองชินโจว และเมืองฝางเฉิงก่าง) พื้นที่ 42,500 ตร.กม. และ 2 เมืองเสริมด้านโลจิสติกส์ (เมืองยวี่หลิน และเมืองฉงจั่ว)

ภายใต้ “แผนการพัฒนาท่าเรืออ่าวเป่ยปู้กว่างซี” กำหนดพัฒนาเส้นแนวชายทั่งท่าเรือยาว 267 กิโลเมตร แบ่งเป็น (1) เส้นแนวท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง 105 กิโลเมตร (เส้นแนวท่าเรือน้ำลึก 82 กิโลเมตร) (2) เส้นแนวท่าเรือเมืองชินโจว 86 กิโลเมตร (เส้นแนวท่าเรือน้ำลึก 54.49 กิโลเมตร) และ (3) เส้นแนวท่าเรือเมืองเป๋ยไห่ 88 กิโลเมตร (เส้นแนวท่าเรือน้ำลึก 73 กิโลเมตร)

1. ท่าเรือเมืองฝางเฉิงก่าง (Fangchenggang Port)

ท่าเรือฝางเฉิงก่างตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านเหนือของอ่าวเป่ยปู้ เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของมณฑล มีพื้นที่รวม 14.7 ตร.กม.

ปี 56 ท่าเรือฝางเฉิงก่างมีการขนถ่ายสินค้า 106 ล้านตัน (+5%) มีการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ 3.09 แสน TEUs (+14.6%)

สินค้านำเข้าส่งออกที่สำคัญเป็นสินค้าเทกอง (Bulk) อาทิ สินแร่ต่างๆ วัสดุก่อสร้าง ธัญพืช โลหะนอกกลุ่มเหล็ก (Non-ferrous Metal) เป็นต้น

ท่าเรือฝางเฉิงก่างอยู่ห่างจากนครหนานหนิง 173 กิโลเมตร ห่างจากท่าเรือไห่โข่วของมณฑลไหหลำ 174 ไมล์ทะเลท่าเรือจ้านเจียง ของมณฑลกวางตุ้ง 317 ไมล์ทะเล ท่าเรือกว่างโจว 542 ไมล์ทะเล ท่าเรือฮ่องกง 476 ไมล์ทะเล ท่าเรือไฮฟองของเวียดนาม 151 ไมล์ทะเล

ท่าเรือฝางเฉิงก่างอยู่ห่างจากนครหนานหนิง 173 กิโลเมตร ห่างจากท่าเรือไห่โข่วของมณฑลไหหลำ 174 ไมล์ทะเลท่าเรือจ้านเจียง ของมณฑลกวางตุ้ง 317 ไมล์ทะเล ท่าเรือกว่างโจว 542 ไมล์ทะเล ท่าเรือฮ่องกง 476 ไมล์ทะเล ท่าเรือไฮฟองของเวียดนาม 151 ไมล์ทะเล

สำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างเขตฯ กว่างซีจ้วง (เมืองฝางเฉิงก่าง) กับประเทศไทย ปัจจุบัน มี 3 บริษัท ได้แก่

(1) บริษัท SICT International Holding เริ่มต้นจากท่าเรือกรุงเทพฯ – ท่าเรือแหลมฉบัง – ท่าเรือไฮฟอง – เมืองฝางเฉิงก่าง – ฮ่องกง –ท่าเรือเสอโข่ว (She Kou Port) เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง โดยให้บริการสัปดาห์ละ 2 เที่ยว(2) บริษัท Regional Container Lines Public (RCL) เริ่มต้นจากประเทศสิงคโปร์ – ท่าเรือไฮฟอง – ท่าเรือฝางเฉิงก่าง – ท่าเรือฮ่องกง – ท่าเรือโฮจิมินต์ – ท่าเรือสิงคโปร์ และจะแวะท่าเรือกรุงเทพฯ ต่อเมื่อมีตู้สินค้าเท่านั้น ตามเส้นทาง “สิงคโปร์ – โฮจิมินต์ – กทม. – สิงคโปร์”(3) บริษัท MSC (Mediterranean Shipping Company) เริ่มต้นเส้นทางจากประเทศสิงคโปร์ – แหลมฉบัง – โฮจิมินต์ – เกาโสง (Kaoh Siung) – ฮ่องกง – ฝูโจว – ซัวเถา – ฮ่องกง – ฝางเฉิงก่าง – กวีเญิน (Quy Nhon) – โฮจิมินต์ – สิงคโปร์

2. ท่าเรือเมืองชินโจว (Qinzhou Port)

ท่าเรือชินโจวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอ่าวเป่ยปู้ พื้นที่รวม 89.2 ตร.กม. ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นพื้นที่ดิน 34 ตร.กม. และพื้นที่ทะเล 55.2 ตร.กม. มีแนวชายฝั่งทะเลน้ำลึก 63 ก.ม.

ท่าเรือดังกล่าวสามารถสร้างท่าเทียบเรือที่มีขนาดบรรทุกระหว่าง 10,000 – 300,000 ตัน จำนวนกว่า 200 ท่า ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับปริมาณการขนถ่ายได้กว่า 100 ล้านตันต่อปี

ปัจจุบัน ท่าเรือชินโจวเป็นท่าเทียบเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และท่าเทียบเรือสินค้าเทกอง (ธัญพืช กำมะถัน ถ่านหิน โลหะนอกกลุ่มเหล็ก แร่เหล็ก และปิโตรเลียม)

ปี 56 ท่าเรือชินโจวมีการขนถ่ายสินค้า 60.35 ล้านตัน (+7.3%) เป็นตู้คอนเทนเนอร์ 6.01 แสน TEUs (+27%)

กล่าวโดยสรุป การใช้ท่าเรือชินโจวเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในพื้นที่ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมผลิตกระดาษ อุตสาหกรรมถลุงโลหะ และอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำมันพืช

ความพิเศษประการสำคัญของท่าเรือชินโจว คือ การเป็นที่ตั้งของ “เขตท่าเรือสินค้าทัณฑ์บนเมืองชินโจว” (Qinzhou Bonded Port Area) ซึ่งถือเป็นเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนแห่งแรกของพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศจีน

3. ท่าเรือเมืองเป๋ยไห่ (Beihai Port)

ในอดีต ท่าเรือเมืองเป๋ยไห่เป็นด่านการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของจีน จึงได้รับการขนานนามเป็นจุดเริ่มต้นของ “เส้นทางสายไหมทางทะเล”

ท่าเรือเป๋ยไห่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเป่ยปู้ พื้นที่รวม 15.71 ตร.กม.

ปี 56 ท่าเรือเป๋ยไห่มีการขนถ่ายสินค้า 21.35 ล้านตัน (+18.5%)

สินค้านำเข้าส่งออกที่สำคัญเป็นสินค้าเทกอง (Bulk) อาทิ ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ สินแร่นอกกลุ่มเหล็ก ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเบา เป็นต้น

ท่าเรือเป๋ยไห่อยู่ห่างจากนครหนานหนิง 204 ก.ม. นครเฉิงตูของมณฑลเสฉวน 1,717 ก.ม. ห่างจากท่าเรือฝางเฉิงก่าง 62 ไมล์ทะเล ท่าเรือไห๋ไขว่ของมณฑลไหหลำ 119 ไมล์ทะเล ท่าเรือจ้านเจียงของมณฑลกว่างตง 225 ไมล์ทะเล ท่าเรือฮ่องกง 425 ไมล์ทะเล ท่าเรือสิงคโปร์ 1,200 ไมล์ทะเล ท่าเรือไฮฟองของประเทศเวียดนาม 157 ไมล์ทะเล

ความพิเศษประการสำคัญของท่าเรือเป๋ยไห่ คือ การเป็นที่ตั้งของ “เขตแปรรูปเพื่อการส่งออกเมืองเป๋ยไห่” (Beihai Export Processing Zone)

 

ท่าเรือเลียบแม่น้ำ (เส้นทางน้ำสายทองคำ-แม่น้ำซีเจียง)

รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 10 ปี จะเร่งพัฒนาระบบงานขนส่งผ่านแม่น้ำ (ทั่วประเทศจีน) ให้เกิดความทันสมัย คล่องตัว มีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงแม่น้ำสำคัญทางภาคตะวันตกของจีนอย่างแม่น้ำซีเจียง (Xi River)

แม่น้ำซีเจียง (Xi River) เป็นแม่น้ำสายหลักของระบบแม่น้ำเพิร์ล (Zhu River) มีจุดกำเนิดจากมณฑลยูนนาน และมณฑลกุ้ยโจว ไหลพาดผ่านเขตฯ กว่างซีจ้วง และออกสู่ปากแม่น้ำเพิร์ลที่มณฑลกวางตุ้ง จึงถือเป็นเส้นทางออกสู่ทะเลที่สำคัญของพื้นที่ภาคตะวันตก

เมื่อปี 2551 ทางการเขตฯ กว่างซีจ้วงได้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนา “แม่น้ำซีเจียง” ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่าน 7 เมืองสำคัญของกว่างซี มีความยาวรวม 1,480 กิโลเมตร ครอบคลุมปริมาณการขนส่งทางแม่น้ำร้อยละ 90 ของกว่างซี

แม่น้ำซีเจียงไหลผ่าน 7 เมืองสำคัญของกว่างซี ได้แก่ เมืองไป่เซ่อ (Bai Se City) เมืองฉงจั่ว (Chong Zuo City) เมืองหลายปิน (Lai Bin City) เมืองหลิ่วโจว (Liu Zhou City) นครหนานหนิง (Nanning City) เมืองกุ้ยก่าง (Gui Gang City) และเมืองอู๋โจว (Wu Zhou City)

ทางการกว่างซีได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมาก เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพเส้นทางเดินเรือผ่านแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการขยายศักยภาพการเส้นทางน้ำดังกล่าวจะช่วยให้การลำเลียงขนส่งสินค้าผ่านทางแม่น้ำมีต้นทุนต่ำลง ในขณะที่สามารถขนส่งในปริมาณมากขึ้น และมีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งสินค้าตรงจากเขตอุตสาหกรรมของเมืองต่างๆ ไปยังพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของจีนอย่างมณฑลกวางตุ้ง รวมถึงฮ่องกง และมาเก๊า

“จุดเชื่อมต่อ” (Hub) ท่าเรือแม่น้ำตั้งอยู่ใน 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครหนานหนิง เมืองกุ้ยก่าง และเมืองอู๋โจว

1. ท่าเรือแม่น้ำนครหนานหนิง

ท่าเรือแม่น้ำนครหนานหนิงเป็นหนึ่งในฐานกระจายสินค้าออกสู่ทะเลของพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศจีน ถือเป็นท่าเรือสำคัญของลุ่มแม่น้ำซีเจียง

ท่าเรือแม่น้ำ แบ่งออกเป็น 2 เขตปฏิบัติการ ดังนี้

(1) เขตปฏิบัติการท่าเรือหนิววาน อยู่ฝั่งใต้ของปลายน้ำแม่น้ำยงเจียงไป 40 กิโลเมตร(2) เขตท่าเรือลิ่วจิ่ง อำเภอเหิง อยู่ฝั่งเหนือของปลายน้ำแม่น้ำยงเจียงไป 80 กิโลเมตร ห่างจากเขตเมืองของนครหนานหนิง 47 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอเหิง 52 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเขตนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของนครหนานหนิง

ปี 55 ท่าเรือแม่น้ำนครหนานหนิงรองรับสินค้า 10.7 ล้านตัน สินค้าหลัก ได้แก่ สินแร่วัสดุก่อสร้าง (สัดส่วนร้อยละ 47) ถ่านหิน ปูนซีเมนต์ ธัญพืช (*ปี 56 ยังไม่ปรากฎข้อมูล)

2. ท่าเรือแม่น้ำเมืองกุ้ยก่าง

ท่าเรือกุ้ยก่างตั้งอยู่ระหว่างกลาง ระหว่างท่าเรือนครหนานหนิงและท่าเรือเมืองอู๋โจว

ปี 56 ท่าเรือแม่น้ำเมืองกุ้ยก่างรองรับสินค้า 49 ล้านตัน (+8.6%) ตู้คอนเทนเนอร์ 1.12 แสน TEUs (+11.44%) ปีที่ผ่านมา (ปี 55) ได้เริ่มให้บริการขนส่งสู่ท่าเรือเมืองฮ่องกง

ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง จึงมีวิสาหกิจขนส่งทางน้ำข้ามมณฑลเข้าจัดตั้งบริษัทแล้ว 113 ราย มีเรือขนส่งสินค้า 2,892 ลำ รองรับน้ำหนักได้ 3.53 ล้านตัน

เมืองกุ้ยก่างได้อาศัยท่าเรือแม่น้ำเป็นตัวดึงดูดและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่างๆ ของเมือง อาทิ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์) อุตสาหกรรมเหล็กกล้า อุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล อุตสาหกรรมผลิตกระดาษ อุตสาหกรรมเพื่อการผลิตและแปรรูปอื่นๆ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

3. ท่าเรือแม่น้ำเมืองอู๋โจว

ท่าเรือเมืองอู๋โจวเป็นท่าเรือแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมณฑล มีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งใกล้นครกว่างโจวของ มณฑลกวางตุ้ง

เมืองอู๋โจว ได้ประกาศ “แผนรวมท่าเรือเมืองอู๋โจว” ได้แบ่งพื้นที่ท่าเรือออก 3 ส่วน คือ

(1) เขตท่าเรือศูนย์กลาง (Central Port Area) สำหรับขนส่งตู้คอนเทนอเนอร์ และรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการก่อสร้างเมืองของเมืองอู๋โจว(2) เขตท่าเรือชางอู๋ (Cangwu Port Area) สำหรับรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเมืองอู๋โจวและบริการอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่รอบบริเวณท่าเรือ เน้นขนส่งสินค้าเทกอง (Bulk)(3) เขตท่าเรืออำเภอเถิง (Teng County Port Area) เป็นท่าเรืออเนกประสงค์ที่ใช้สำหรับขนส่งสินค้าเบ็ดเตล็ด ตู้คอนเทนเนอร์ และสินค้าเทกอง เป็นท่าเรือขนถ่าย (Transit Port) ทำการค้าต่างประเทศ และตอบสนองอุตสาหกรรมรอบบริเวณท่าเรือ

ท่าเรือแม่น้ำเมืองอู๋โจวถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมเลียบฝั่งแม่น้ำ 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมแปรรูปทรัพยากรหมุนเวียน อุตสาหกรรมรีไซเคิลสแตนเลส และอุตสาหกรรมเซรามิก

สำหรับปี 56 ท่าเรือดังกล่าวรองรับสินค้า 30.15 ล้านตัน (+16%) มีปริมาณการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ 3.919 แสน TEUs (+28%)

 

เส้นทางทางอากาศ

เพื่อผลักดันนโยบาย “ประตูสู่อาเซียนของจีน” เขตฯ กว่างซีจ้วงได้วางตำแหน่ง (Positioning) ของตนเองในการเป็น “จุดเชื่อมต่อ”(hub) เส้นทางบินสู่ประเทศสมาชิกอาเซียน อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินจากจำนวนและขอบเขตการบินของเที่ยวบินต่างๆ ระหว่างกว่างซีกับอาเซียนแล้ว เป้าหมายการเป็นฮับดังกล่าวคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง

ปัจจุบัน กว่างซีมีท่าอากาศยานทั้งหมด 7 แห่ง แบ่งเป็น

(1) ท่าอากาศยานนานาชาติ 2 แห่ง คือ ท่าอากาศนานาชาติอู๋ซวีนครหนานหนิง (Nanning Wuxu International Airport) และท่าอากาศนานาชาติเหลี่ยงเจียงเมืองกุ้ยหลิน (Guilin Liangjiang International Airport,) ได้เปิดให้บริการเส้นทางบินสู่หัวเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วประเทศจีน รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน(2) ท่าอากาศยานภายในประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานฝูเฉิงเมืองเป๋ยไห่ (Beihai Fucheng Airport) ท่าอากาศท่าอากาศยานป๋ายเหลียนเมืองหลิ่วโจว (Liuzhou Bailian Airport) ท่าอากาศยานฉางโจวต่าวเมืองอุ๋โจว (Wuzhou Changzhoudao Airport) ท่าอากาศยานเมืองไป่เซ่อ (Baise Airport) และท่าอากาศยานเมืองเหอฉือ (Hechi Airport)

1. ท่าอากาศยานนานาชาติอู๋ซวีนครหนานหนิง (Nanning Wuxu International Airport)

ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของนครหนานหนิง ห่างจากตัวเมือง 32 กิโลเมตร มีพื้นที่ 259.73 เฮกตาร์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2501 และเปิดใช้งานเมื่อเดือน พ.ย. 2505

สนามบินแห่งนี้มีทางวิ่งระดับ 4D ความยาว 3200 เมตร กว้าง 60 เมตร มีหลุมจอดเครื่องบินขนาดกลาง-ใหญ่จำนวน 26 หลุม คิดเป็นพื้นที่กว่า 2.2 แสน ตร.ม. อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่ 25,888 ตร.ม.

ปี 56 มีจำนวนผู้โดยสาร 8.15 ล้านคน (+16%) (สนามบินถูกออกแบบให้รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 2.5 ล้านคน) มีเส้นทางบินในและต่างประเทศมากกว่า 120 เส้นทาง รวมถึงฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน เกาหลีใต้ และประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ

ปัจจุบัน นครหนานหนิงอยู่ระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า “หงส์คู่คืนรัง”

โครงการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 3 ระยะ สำหรับโครงการในระยะปัจจุบัน มีการตั้งเป้ารองรับจำนวนผู้โดยสารได้ 16 ล้านคน และการขนส่งไปรษณียภัณฑ์ 1.64 แสนตันในปี 2563

งานก่อสร้างประกอบด้วย ทางวิ่งด้านตะวันออก ความยาว 3.2 กิโลเมตร อาคารผู้โดยสารใหม่ พื้นที่ 1.8 แสน ตร.ม. หลุมจอดอากาศยาน 50 หลุมจอด และอุปกรณ์ติดตั้งต่างๆ รวมมูลค่าการก่อสร้าง 6,888 ล้านหยวน

2. ท่าอากาศยานนานาชาติเหลี่ยงเจียงเมืองกุ้ยหลิน (Guilin Liangjiang International Airport)

ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองกุ้ยหลิน ห่างจากตัวเมือง 28 กิโลเมตร มีพื้นที่ 406 ตร.เฮกตาร์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2536 และเปิดใช้งานเมื่อเดือน ต.ค.2539

สนามบินแห่งนี้มีทางวิ่งระดับ 4D ความยาว 3200 เมตร กว้าง 75 เมตร มีหลุมจอดเครื่องบินจำนวน 20 หลุม (สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่อย่าง A320) คิดเป็นพื้นที่กว่า 1.5 แสน ตร.ม. มีพื้นที่คาร์โก้มากกว่า 6,200 ตร.ม. อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่ 5 หมื่นกว่าตร.ม.

ปี 56 มีจำนวนผู้โดยสาร 5.87 ล้านคน (+3%) มีเส้นทางบินเกือบ 60 เส้นทาง

ปัจจุบัน เมืองกุ้ยหลินอยู่ระหว่างดำเนินโครงการขยายงานก่อสร้างพื้นที่อาคารสนามบิน ซึ่งคาดหมายว่าจะสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสาร 9.8 ล้านคน ปริมาณสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ 7.6 หมื่นตัน ได้ภายในปี 2563

โครงการก่อสร้าง ประกอบด้วย อาคารสนามบิน 52,400 ตร.ม. หลุมจอดเครื่องบินอีก 19 หลุม รวมถึงระบบอำนวยความสะดวกภายในสนามบิน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 858 ล้านหยวน

 

เส้นทางการบินที่สำคัญ

ปัจจุบัน เที่ยวบินตรงเส้นทาง นครหนานหนิง-กรุงเทพฯ มีผู้ให้บริการ 2 ราย คือ

(1) สายการบิน China Southern Airlines ให้บริการทุกวัน

  • CZ 655 (เมืองกุ้ยหลิน) – นครหนานหนิง – กรุงเทพฯ เวลาขึ้นบิน 09:00 น.- 10:00 น. และ 11:10 น.-12:00 น.
  • CZ 656 กรุงเทพฯ – นครหนานหนิง – (เมืองกุ้ยหลิน) เวลาขึ้นบิน 13:00 น.- 16:00 น. และ 17:25 น.-18:15 น.

(2) สายการบิน Thai Air ASia ให้บริการสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทุกวันพุธ ศุกร์ และอาทิตย์ของสัปดาห์

  •  FD 304 นครหนานหนิง – อู่ตะเภา เวลาขึ้นบิน 14.00 น. และเวลาลงจอด 15:15 น.
  •   FD 303 อู่ตะเภา – นครหนานหนิง เวลาขึ้นบิน 10:00 น. และเวลาลงจอด 13:15 น.

นอกจากนี้ บริษัท Orient Thai Airlines และบริษัท Nanning China Travel Service (南宁中旅) ได้ร่วมมือกันเปิดเส้นทางท่องเที่ยว “หนานหนิง-ภูเก็ต” ในลักษณะบริการเช่าเหมาลำ ให้บริการเที่ยวบินทุก 6 วัน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • OX8443 นครหนานหนิง – ภูเก็ต เวลาขึ้นบิน 13:30 น. และเวลาลงจอด 16:30 น.
  • OX8442 ภูเก็ต – นครหนานหนิง เวลาขึ้นบิน 08:30 น. และเวลาลงจอด 11:30 น.

ขณะที่เที่ยวบินตรงเส้นทาง เมืองกุ้ยหลิน-กรุงเทพฯ เป็นเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบิน Orient Thai (ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในกว่างซีร่วมกันเช่าเครื่องบิน ให้บริการเดือนละ 2 ครั้ง ออกจากกรุงเทพฯ มากุ้ยหลิน ทุกวันที่ 1 และ 15 และออกจากกุ้ยหลินไปกรุงเทพฯ ทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือน) 

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบิน Nok Air  และ New Gen เปิดให้บริการสำหรับกรุ๊ปทัวร์อีกด้วย 

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของมณฑล

  • แผนงาน/เป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 (ค.ศ. 2011 – 2015)
  • GDP เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 10
  • เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นทุติยภูมิ (อุตสาหกรรม) และตติยภูมิ (การบริการ) ขยายสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมดังกล่าวต่อมูลค่ารวม GDP ให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และร้อยละ 2 ตามลำดับ
  • สนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ต่อปี
  • กระตุ้นการค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี
  • ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 21 ต่อปี
  • สร้างงานใหม่ 1.9 ล้านตำแหน่ง อัตราการว่างงาน (ที่ลงทะเบียน) ไม่เกินร้อยละ 5
  • ขยายระดับความเป็นเมือง (Urbanization) ร้อยละ 9.4
  • ควบคุมจำนวนประชากรให้มีไม่เกิน 54 ล้านคน (จาก 52 ล้านคน)
  • ยกระดับรายได้เฉลี่ยที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ของชาวเมืองให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และรายได้เฉลี่ยสุทธิในรูปของเงินสดของชาวชนบทให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 11
  • สนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม ภายใต้ “ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม 14 + 10” (ปฏิรูปอุตสาหกรรมดั้งเดิม 14 ประเภท และส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใหม่ 10 ประเภท ให้แต่ละประเภทมีมูลค่าการผลิตเกิน 1 แสนล้านหยวน) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีมูลค่าเพิ่มสูง (Added value)
  • ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมการลงทุน โดยอาศัยจุดแข็งและนโยบายพิเศษต่างๆ (ประตูสู่อาเซียน / กรอบ FTA / นโยบาย Go west / นโยบายอ่าวเป่ยปู้) เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้กว่างซีเป็นฐานรองรับการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมจากทางภาคตะวันออก โดยมีการกำหนดบทบาทของแต่ละเมืองที่แตกต่างกันออกไป
  • บูรณาการระบบโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่งทางถนน รถไฟความเร็วสูง ท่าอากาศยาน ท่าเรือแม่น้ำ และท่าเรือทะเล
  • พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ ระบบสาธารณูปโภค ระบบการศึกษา ระบบการบริการทางการแพทย์และสาธารณะสุข ระบบสวัสดิการสังคม เพื่อบรรลุเป้าหมาย “สังคมเสี่ยวคัง” หรือสังคมกินดีอยู่ดี

ความโดดเด่นทางเศรษฐกิจ

  • ได้รับการกำหนดให้เป็น “ประตูสู่อาเซียน” ของจีน (มีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและการมีชายแดนติดกับเวียดนามกว่า 1,000 กม.)
  • เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาระดับชาติ อาทิ China-ASEAN Expo แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจอ่าวเป่ยปู้ แผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตก และการประชุม Pan-Pearl River Delta
  • มีเส้นทางถนนที่เชื่อมต่อกับภาคอีสานของไทย (อาทิ R8 R9 R12) – เป็น “ประตูทางออกสู่ทะเล” ของพื้นที่มณฑลภาคตะวันตกของประเทศ
  • เป็นมณฑลที่มีนักศึกษาจีนเรียนภาษาไทยมากที่สุด ในแต่ละปีมีนักศึกษาจีนไปเรียนต่อที่ไทยประมาณ 2,000 คน
  • เป็นแหล่งผลิตและสำรองสินแร่ที่สำคัญของจีน อาทิ อลูมิเนียม แมงกานีส และแร่หายาก
  • เป็นมณฑลเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ
  • เป็นแหล่งผลิตและแปรรูปน้ำตาลอ้อยใหญ่ที่สุดในจีน (ผลิตได้ประมาณ 1 ใน 3 ของผลผลิตทั้งประเทศ)
  • เป็นแหล่งผลิตผลไม้เขตร้อนที่สำคัญของจีน อาทิ ส้มประเภทต่างๆ และลิ้นจี่ เป็นต้น
  •  

นโยบายส่งเสริมการลงทุน

เขตฯ กว่างซีจ้วงได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมต่างๆ จากการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ภายใต้กรอบข้อตกลงความร่วมมือในหลายระดับ อาทิ เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน มหกรรมแสดงสินค้าอาเซียน (China-ASEAN Expo) แผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตก แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจอ่าวเป่ยปู้ และการประชุม Pan-Pearl River Delta

รัฐบาลกว่างซีได้ให้ความสำคัญกับดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ โดยกำหนดนโยบายอุตสาหกรรม “14+10” เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมของกว่างซี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น พื้นฐานอุตสาหกรรม ความได้เปรียบเชิงทรัพยากร นโยบายพิเศษของรัฐบาลกลางที่ให้กับภาคตะวันตกของจีน และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยตัวอุตสาหกรรมเอง

ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์นี้ อุตสาหกรรมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเภทแรก คือ อุตสาหกรรม (ดั้งเดิม) 14 สาขา (ที่ปัจจุบัน หลายสาขามีมูลค่าการผลิตเกินแสนล้านหยวนแล้ว) ได้แก่

(1) อุตสาหกรรมอาหาร(2) อุตสาหกรรมยานยนต์(3) อุตสาหกรรมปิโตรเลียม(4) อุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า(5) อุตสาหกรรมโลหะมีสี(6) อุตสาหกรรมถลุงโลหะ(7) อุตสาหกรรมเครื่องจักร(8) อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง(9) อุตสาหกรรมผลิตกระดาษและแปรรูปวัสดุไม้(10) อุตสาหกรรมสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์(11) อุตสาหกรรมเภสัชกรรม(12) อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่มห่ม และเครื่องหนัง(13) อุตสาหกรรมชีวภาพ และ(14) อุตสาหกรรมต่อ/ซ่อมแซมเรือและเครื่องกลวิศวกรรมหาสมุทร

ประเภทที่สอง คือ อุตสาหกรรมเกิดใหม่ 10 สาขา (ทางการตั้งเป้าว่าจะผลักดันให้มีมูลค่าการผลิตเกิน 1 แสนล้านหยวนให้ได้) ได้แก่

(1) อุตสาหกรรมการผลิตวัสดุทางเลือก(2) อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก(3) อุตสาหกรรมเพื่อการประหยัดพลังงานและรักษ์สิ่งแวดล้อม(4) อุตสาหกรรมมหาสมุทร(5) อุตสาหกรรมยาชีวภาพ(6) อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่(7) อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานทางเลือก(8) อุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพ(9) อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์เครื่องจักรสมัยใหม่ และ(10) อุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ

ตัวเลขสถิติทางเศรษฐกิจ

การค้าระหว่างกว่างซีกับไทย มีมูลค่า 580.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.8

  • กว่างซีนำเข้าจากไทย มูลค่า 426.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.2 คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 57.98
  • กว่างซีส่งออกไปไทย มูลค่า 154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 26.4

ทั้งนี้ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากว่างซี มูลค่า 272.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หมวดนำเข้า

สินค้า 5 อันดับแรกที่วิสาหกิจกว่างซีมีการนำเข้าจากต่างประเทศ คือ ถั่วเหลือง น้ำมันปิโตรเลียมดิบ สินแร่และหัวแร่ทองแดง เมล็ดเรปหรือเมล็ดโคลซาที่มีกรดอีรูสิกต่ำ สินแร่และหัวแร่เหล็ก

สินค้า 5 อันดับแรกที่วิสาหกิจกว่างซีมีการนำเข้าจากไทย คือ ฮาร์ดไดร์ฟ (HDD) สตาร์ชมันสำปะหลัง มันสำปะหลังแห้ง ยางมะตอย และยางทีเอสเอ็นอาร์ 

หมวดส่งออก

สินค้า 5 อันดับแรกที่วิสาหกิจกว่างซีมีการส่งออกไปต่างประเทศ คือ ผ้าทอ น้ำมันเบา ไดโอดเปล่งแสง แจ็กเก็ต หน่วยขับแถบบันทึก

สินค้า 5 อันดับแรกที่วิสาหกิจกว่างซีมีการส่งออกไปไทย คือ กรดฟอสฟอริกที่ใช้ประกอบอาหาร สตีทไทต์ธรรมชาติ รถตัก แอมโมเนียไนเตรท และซิลิคอน 

Print