ไทยครองแชมป์ !! ประเทศเป้าหมายของนักท่องเที่ยวส่านซี 4 ปีซ้อน

สนง. วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลส่านซีระบุ ในปี 2561 ประเทศไทยยังคงครองแชมป์ประเทศที่นักท่องเที่ยวจากมณฑลส่านซีนิยมเลือกเดินทางไปพักผ่อน ตามด้วยประเทศเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอังกฤษ โดยในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวมณฑลส่านซีเดินทางไปประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 317,000 คน ลดลงร้อยละ 5.86 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 และมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาท่องเที่ยวในมณฑลส่านซี 59,800 คน เพิ่มขึ้นราว 5.19 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560

ข้อมูลอ้างอิงจาก สนง. วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลส่านซี

 ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2561 ข้างต้นสอดคล้องกับจำนวนผู้มาขอรับการตรวจลงตราที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอาน ดังนี้

จากข้อมูลข้างต้นพบว่า สถิติการขอรับการตรวจลงตรา ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอานในปี 2561 มีจำนวน 320,537คน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 มากถึง 3.3 เท่า ตัวเลขข้างต้นจากทั้งสองหน่วยงานที่ไม่ตรงกันนี้ ปัจจัยหลักมาจากวิธีการเก็บข้อมูล โดย สนง. วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลส่านซี เก็บข้อมูลจำนวนคนที่เดินทางไปประเทศไทยจากบริษัทนำเที่ยวเท่านั้น ทำให้ข้อมูลของนักท่องเที่ยวที่ยื่นขอรับการตรวจลงตราประเภทอื่นๆ จากสถานกงสุลใหญ่ฯ ไม่ปรากฏในสถิติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความนิยมไปท่องเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยวที่น้อยลง นอกจากนี้ สถิติดังกล่าวมิได้ครอบคลุมถึงนักท่องเที่ยวอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากมาตรการยกเลิกค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชนิด Single Entry ชั่วคราว ในกรณียื่นขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival : VoA) ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2561 – 30 เม.ย. 2562 โดยปกติอัตราค่าธรรมเนียม VoA ราคา 2,000 บาท/คน) ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวจีนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศไทย สอดคล้องกับรายงานของ Nielsen.com ที่ระบุว่า ความยากง่ายในการพิจารณาตรวจลงตรา (การให้วีซ่า) มีผลต่อการพิจารณาไปท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ1

ข้อมูลจาก Nelson.com ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2561 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศเฉลี่ย 2.8 ประเทศ/คน/ปี (สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของการสำรวจในปี 2560 ที่เฉลี่ย 2.1 ประเทศ) มียอดการใช้จ่ายทั้งหมด (Average Annual Spending of Chinese Tourists on Outbound Travel per Person) เฉลี่ย 6,026 ดอลลาร์สหรัฐ/คน และคาดการณ์ว่าในปี 2562 นักท่องเที่ยวจีนฯ จะมียอดการใช้จ่ายสูงขึ้นราวร้อยละ 15 เฉลี่ยที่ 6,706 ดอลลาร์สหรัฐ/คน

นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เน้น Eye Experience > Shopping

ปัจจุบัน ชาวจีนที่เกิดในยุค 90s และต้น 2000 กลายเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศมากที่สุด ข้อมูลจาก Ctrip.com ระบุว่า เมื่อปี 2561 ถือเป็นปีแรกที่นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม 90s และต้น 2000 เดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศแซงหน้ากลุ่ม 80s ได้ และมียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 6,000 หยวน/คน/ครั้ง2  โดยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ สัมผัสวิถีชีวิตผู้คนท้องถิ่น มากกว่าการช้อปปิ้งและถ่ายรูปสถานที่เพื่ออัพโหลดลงสื่อโซเชียล สอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุเพิ่มเติมว่า ในปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงอายุ 20-29 (เกิดปี 1990-1999) เดินทางไปเที่ยวฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน ลดลงร้อยละ 18 โดยในกลุ่ม 90s ร้อยละ 18 เคยไปท่องเที่ยวในเอเชียกลาง เอเชียตะวันตกรวมถึงแอฟริกามาแล้ว และอีกร้อยละ 5 ยังเคยเดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศนอร์ดิกอีกด้วย

 

รูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้าจีนมากขึ้น และสินค้านำเข้ามีราคาไม่ต่างจากประเทศต้นกำเนิดมากนัก ทั้งนี้ ในอดีตชาวจีนไม่เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่ผลิตในประเทศ อีกทั้งสินค้าต่างประเทศนำเข้าจำหน่ายมีราคาสูงกว่าราคาในต่างประเทศมาก สอดคล้องกับข้อมูลจาก Roland Berger ที่ระบุว่า “ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีนจำนวนหนึ่งเริ่มไม่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศขณะไปท่องเที่ยว เพราะปัจจุบันสินค้าที่จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศมีราคาต่างกันไม่มาก ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อสินค้านำเข้าในประเทศจีน ยังได้รับบริการหลังการขายที่ดีอีกด้วย”

 การท่องเที่ยวแบบครอบครัวและ Private Group มาแรง สะท้อนความต้องการการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

World Tourism Cities Federation ระบุว่า หากเป็นการท่องเที่ยวในต่างประเทศครั้งแรก นักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงนิยมใช้บริการบริษัทนำเที่ยวมากถึงร้อยละ 42.2 ในขณะที่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตนเองร้อยละ 50.3 ในการท่องเที่ยวครั้งต่อๆ ไป

ผลการสำรวจยังพบว่า การท่องเที่ยวแบบ Customized Tour หรือการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เริ่มได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีน Ctrip.com ระบุว่า “ตั้งแต่ปี 2559 กระแสการท่องเที่ยวด้วยตนเองโดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวหญิงเพิ่มสูงขึ้น โดย 3 ไตรมาสแรกของปี 2561 สัดส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวหญิงที่นิยมเดินทางด้วยตัวเอง เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 58” นอกจากนี้ MasterCard ยังระบุว่า เมื่อปี 2561 นักท่องเที่ยวจีนในกลุ่ม Private Group และการท่องเที่ยวแบบกลุ่มครอบครัวยังมียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงขึ้น 1.77 เท่า และร้อยละ 28 ตามลำดับ

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า โครงสร้างการท่องเที่ยวเปลี่ยนจากใช้บริการบริษัทนำเที่ยวมาเป็นการท่องเที่ยวแบบอิสระ เน้นการท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคลมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปไทยที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่านักท่องเที่ยวจีนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวไปจากเดิมเท่านั้น ซึ่งอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเข้าถึงข้อมูล การพัฒนาการบริการที่ใส่ใจ เข้าถึงลักษณะความต้องการเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เนื่องจากนักท่องเที่ยวในยุค 90s และต้น 2000 นิยมการรีวิวเพื่อบอกต่อประสบการณ์บนสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้ตัดสินใจกลับมาเที่ยวประเทศไทยซ้ำๆ (Revisit) ในครั้งต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง

  1. “2018 Trends For Mobile Payment In Chinese Outbound Tourism” (The Nielsen Company, 2018, P.7)
  2. “Ctrip issues 2018 Chinese Cross-border Travel Consumption Report” (Ctrip, 2018, P.1)
  3. http://www.chinadaily.com.cn/a/201807/09/WS5b42a0b1a3103349141e16c8.html
  4. http://www.chinadaily.com.cn/a/201809/11/WS5b974d2ca31033b4f4655628.html
  5. https://www.traveldailymedia.com/larry-you-westwin/
  6. http://www.ecns.cn/news/society/2018-11-24/detail-ifzaaiuy4919187.shtml
Thailand Business Information Center in China, Xi'an

Thailand Business Information Center in China, Xi'an

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครซีอาน

Print

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม