สับปะรดภูแล ผลไม้ดาวรุ่งดวงใหม่ในตลาดจีนตอนใต้

ประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์สำหรับคนรักผลไม้ และผลไม้ไทยยังสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แถมได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อย และด้วยจุดเด่นของผลไม้ไทยทำให้จีนอนุญาตให้ไทยนำเข้าผลไม้ได้ถึง 22 ชนิด มากที่สุดในบรรดาประเทศต่าง ๆ ที่จีนอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ ได้แก่ มะขาม น้อยหน่า มะละกอ มะเฟือง ฝรั่ง เงาะ ชมพู่ ขนุน ลองกอง สับปะรด ละมุด กล้วย เสาวรส มะพร้าว ลำไย ทุเรียน มะม่วง ลิ้นจี่ มังคุด ส้ม ส้มเช้ง ส้มโอ และที่ผ่านมาจีนได้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1 จากผลไม้นำเข้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่นำเข้าผ่านทางมณฑลกวางตุ้ง (ทางเรือ) รองลงมาคือ มณฑลยูนนาน ซึ่งถือเป็นด่านทางบกของจีนที่นำเข้าผลไม้ไทยมากที่สุด

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง ได้เดินทางไปสำรวจตลาดจินหม่าเจิ้งชางในนครคุนหมิง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน รวบรวมผลไม้จากพื้นที่ต่าง ๆ ของจีน เพื่อส่งไปประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นฐานนำเข้าผลไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงประเทศไทย) เพื่อกระจายในจีน และจากการสำรวจพบว่า นอกจากมังคุด ทุเรียน ลำไย กล้วยไข่ มะพร้าว และส้มโอ ที่ติดตลาดจีนแล้ว ปัจจุบัน สับปะรดภูแล ถือเป็นผลไม้ดาวรุ่งที่มาแรงในช่วง 2 ปีนี้ และกำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในตลาดจีน

คนจีนเรียกสับปะรดภูแลว่า ไท่-กั๋ว-เสี่ยว-ปอ-หลัว (泰国小菠萝) ซึ่งแปลว่า สับปะรดเล็กประเทศไทย หรือ ไท่-กั๋ว-หมี-หนี่-เสี่ยว-ปอ-หลัว (泰国迷你小菠萝 : Thailand mini pineapple) ซึ่งสับปะรดไซส์มินิที่เข้าไปในจีน ส่วนใหญ่ขนส่งจากจังหวัดเชียงรายเข้าไปตามแนวชายแดนของเขตฯ สิบสองปันนาในมณฑลยูนนานผ่านเส้นทาง R3A (ผ่านลาวเข้าจีนที่ด่านบ่อหาน) และเส้นทาง R3B (ผ่านเมียนมาเข้าจีนที่ด่านต่าลั่ว) ในลักษณะการค้าชายแดนที่มีพรมแดนติดกัน ซึ่งระยะทางจากชายแดนของจังหวัดเชียงรายถึงชายแดนสิบสองปันนา ห่างกันเพียงแค่ 250 กิโลเมตร

สับปะรดภูแลแม้เพิ่งเริ่มต้นเข้าไปทักทายชาวจีนตอนใต้ได้ไม่นาน แต่ก็เปิดตัวแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2560 พูดได้ว่าสับปะรดภูแล “หาซื้อได้ไม่ยาก” ในตัวเมืองนครคุนหมิง ไม่เพียงแต่มีวางจำหน่ายในตลาดค้าส่งผลไม้จินหม่าเจิ้งชาง แต่ได้กระจายไปตามตลาดชุมชนและร้านผลไม้ค้าปลีกทั่วไปในนครคุนหมิงแล้ว

สับปะรดภูแลที่วางจำหน่ายในคุนหมิง ส่วนใหญ่จะเป็นผลปอกเปลือกพร้อมรับประทาน บรรจุในถุงพลาสติกจำนวน 8-12 ลูก มัดจุกด้วยหนังยาง และถูกบรรจุอยู่ในกล่องโฟมปิดฝาสนิทขนาดประมาณ 20 กิโลกรัม โดยจำหน่ายยกกล่องในลักษณะค้าส่ง และจำหน่ายเป็นถุงในลักษณะค้าปลีก ในราคาถุงละประมาณ 30-35 หยวน (ประมาณ 150-175 บาท)

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจีนสามารถค้นหา “ไท่-กั๋ว-เสี่ยว-ปอ-หลัว (泰国小菠萝) ได้ง่าย ๆ ในเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่มีชื่อเสียงของจีน ไม่ว่าจะเป็น taobao.com , tmall.com , 1688.com และ jd.com ซึ่งแหล่งที่มาของผู้ค้าส่วนใหญ่มักอยู่ในมณฑลยูนนาน นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายบนแชทออนไลน์ชื่อดังของจีนอย่าง Wechat และเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ชื่อ Weibo รวมถึง APP จำหน่ายสินค้าเกษตรโดยเฉพาะอย่าง “อีหมู่เถียน” (一亩田) อีกด้วย ถือได้ว่าสับปะรดภูแลมีช่องทางการจำหน่ายในจีนทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์

สับปะรดภูแลที่จำหน่ายในจีนทางออนไลน์มี 2 ลักษณะ คือ แบบผลสดไม่ปอกเปลือก ห่อหุ้มด้วยตาข่ายผลไม้ บรรจุ 12-15 ลูก ในกล่องกระดาษแข็งแรงมีลวดลายและสีสัน ขายกันในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 17-23 หยวน (ประมาณ 85-115 บาท) โดยผู้ขายมักแถมมีดเซาะร่องตาสับปะรดติดมาด้วย เพื่อความสะดวกของลูกค้า บางร้านค้ามีภาพประกอบสอนวิธีการเซาะร่องตาสับปะรดแบบไทยในหน้าเว็บด้วย แต่จำนวนร้านค้าออนไลน์ที่ขายสับปะรดแบบไม่ปอกเปลือกค่อนข้างมีน้อยมาก อีกประเภทคือ การจำหน่ายแบบผลปอกพร้อมรับประทานบรรจุสูญญากาศ ขนาดบรรจุมีตั้งแต่ 1-8 ลูก แตกต่างกันไป ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 60-75 หยวน (ประมาณ 300-375 บาท) ซึ่งการจำหน่ายแบบผลปอกพร้อมรับประทานบรรจุสูญญากาศจะมีจำนวนร้านค้าให้บริการมากกว่า

คนจีนชื่นชอบสับปะรดภูแล เพราะเห็นว่ามีขนาดเล็ก รูปร่างน่ารัก รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมและกรอบอร่อย กลายเป็นคำบรรยายสรรพคุณในหน้าเว็บของร้านค้าต่าง ๆ แต่ส่วนมากมักโฆษณาว่าเป็นสับปะรดภูเก็ตหรือมาจากภูเก็ต ทั้งที่ความจริงเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ ยังพบว่า ร้านค้าออนไลน์บางร้านมีการนำสับปะรดทั่วไปที่มีผลขนาดเล็กมาแอบอ้างว่าเป็นสับปะรดมินิจากประเทศไทย แถมยังมีข้อความภาษาไทยเพี้ยน ๆ ที่ยากต่อการเข้าใจกำกับบนบรรจุภัณฑ์

ปัจจุบัน แม้ยอดขายของสับปะรดภูแลในจีนจะยังไม่หวือหวามากนัก แต่การเปิดตัวของสับปะรดภูแลจากไทยสู่จีนตอนใต้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบุกตลาดจีน ส่วนโอกาสของการต่อยอดเพื่อขยายตลาดในจีนให้กว้างขวางและเป็นที่นิยมมากขึ้นนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาคุณภาพสินค้าและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างแบรนด์ เพื่อความยั่งยืนในตลาดจีน เพราะคู่แข่งของสับปะรดไทยมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสับปะรดของจีนที่ปลูกมากในมณฑลกวางตุ้ง มณฑลไห่หนาน เขตกว่างซี มณฑลฝูเจี้ยน หรือแม้แต่มณฑลยูนนาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสับปะรดที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-7 หยวน รวมถึงประเทศที่จีนอนุญาตให้นำเข้าสับปะรดอีก 2 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์และไต้หวัน โดยสับปะรดแบรนด์ Dole จากฟิลิปปินส์ จำหน่ายออนไลน์ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 17-30 หยวน (ประมาณ 85-150 บาท) ส่วนสับปะรดชื่อดังจากไต้หวัน (台湾金钻凤梨 : Jinzuan) จำหน่ายในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-60 หยวน (250-300 บาท)

ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสับปะรดภูแลทั้งในเรื่องขนาดและรสชาติ ทำให้พ่อค้าชาวจีนสนใจนำเข้าไปทดลองจำหน่ายในตลาดจีน สำหรับก้าวต่อไป ผู้ผลิตไทยควรใส่ใจในการรักษาและควบคุมคุณภาพของสับปะรดภูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่เร่งตัดผลผลิตจนกว่าจะได้มาตรฐาน ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขัน รวมถึงการพัฒนาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับ (ร่าง) ยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560-2569

การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นอย่างผลไม้ การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพและยืดอายุการวางจำหน่าย (Active Packaging) หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีนวัตกรรรมบ่งบอกคุณภาพของสินค้า เช่น บ่งบอกระดับความสุกของผลไม้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แม้จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่มีความคุ้มค่าหากสามารถครองใจผู้บริโภคตลาดบนที่มีกำลังซื้อสูงและตลาดชนชั้นกลางของจีนที่มีจำนวนมากขึ้น

ชาวจีนถือว่าสับปะรดเป็นผลไม้มงคลที่มีความหมายแสดงถึงความโชคดีและความเจริญ นอกจากนี้ ชาวจีนยังนิยมรับประทานผลไม้สด และมีความเชื่อว่าการส่งของขวัญเป็นผลไม้สด แสดงถึงความปรารถนาให้ผู้รับมีสุขภาพที่แข็งแรง ดังนั้น ความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบรรจุภัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญที่สร้างความพอใจทั้งผู้ให้และผู้รับ สิ่งสำคัญคือ ทำให้ผลไม้ขายได้ราคามากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับคนจีนคือ บรรจุภัณฑ์ของส้มเช้งฉู่เฉิง ซึ่งเป็นผลไม้ที่ลูกค้าเฝ้าติดตามและรอคอยการออกสู่ตลาดของทุกปี ส้มฉู่เฉิงมีเรื่องราว (story) เกิดขึ้นในมณฑลยูนนาน แต่ได้สร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศจีน และกลายเป็น “ส้มแห่งแรงบันดาลใจ” ของชาวจีนหลาย ๆ คน โดยในปี 2560 ส้มฉู่เฉิงได้ปรับปรุงบรรรจุภัณฑ์ครั้งใหญ่ จากกล่องกระดาษแบบเดิม ๆ ให้มีเอกลักษณ์และทันสมัยมากขึ้น ตัวกล่องมีสีส้ม ใส่ภาพเจ้าของเป็นลายเขียนที่มีลักษณะเฉพาะ ภายในกล่องถูกออกแบบให้มีหลุมขนาดพอดีกับผลส้มเกรด A+ เพื่อไม่ให้ส้มช้ำ เป็นการปกป้องและรักษาคุณภาพสินค้าด้วยบรรจุภัณฑ์ จนได้รับรางวัลสุดยอดดีไซน์จาก Reddot Awards ประจำปี 2559 ถือเป็นโฉมหน้าใหม่ในการพัฒนา

บรรจุภัณฑ์ผลไม้ของจีน

ส้มฉู่เฉิง เป็นส้มเช้งที่ถือกำเนิดในเมืองยวี่ซี มณฑลยูนนาน โดยนายฉู่ สือเจี้ยน จึงตั้งชื่อตามแซ่เจ้าของ ส้มฉู่เฉิงเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วจีนด้วยเรื่องราวของนายฉู่สือเจี้ยนซึ่งปัจจุบันมีอายุ 88 ปี ผู้พลิกฟื้นโรงงานยาสูบในมณฑลยูนนานที่ใกล้ล้มละลายให้กลายเป็นอุตสาหกรรมยาสูบอันดับหนึ่งของจีน จนได้รับฉายาว่า “ราชายาสูบแห่งเอเชีย” ต่อมา ชีวิตหักเหถึงขนาดติดคุกและลูกสาวฆ่าตัวตาย หลังออกจากคุก นายฉู่เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยวัย 75 ปี พัฒนาพื้นที่รกร้างด้วยการปลูกส้ม จนกลายเป็น “ราชาส้มเช้งของจีน” ที่มียอดการจำหน่ายส้มนับร้อยล้านหยวนต่อปี

นอกจากนี้ เราจำเป็นต้องผลักดันและสร้างแนวคิดในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำได้และนึกถึงทุกครั้งที่จะสั่งซื้อสินค้า อาทิ ทุกครั้งที่จะซื้อทุเรียนจะต้องนึกถึงประเทศไทยเป็นประเทศแรก และนึกถึงจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดนนทบุรี และเมื่อคิดจะซื้อสับปะรดมินิ จะต้องนึกถึงประเทศไทย และมุ่งตรงมาที่จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ซัพพลายเออร์ชาวจีนรู้จักแหล่งที่มาได้อย่างถูกต้อง

ชาวจีนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองไทยเป็นจำนวนมาก โดยปี 2559 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนถึง8.8 ล้านคน คาดว่าปี 2560 นี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเยือนไทยกว่า 9 ล้านคน และแวะเวียนไปจังหวัดเชียงรายเพิ่มขึ้นทุกปี จึงควรที่จะมีความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์สับปะรดภูแลให้นักท่องเที่ยวจีนได้รู้จักมากขึ้น โดยมีเอกสารประกอบแนะนำเป็นภาษาจีน และนอกจากจะนำสับปะรดภูแลมาประกอบอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนแล้ว ยังใช้ตกแต่งประดับประดาตามโรงแรม รีสอร์ทและอื่น ๆ เพื่อเป็นการสร้างกระแส “สับปะรดเล็กเชียงราย” ให้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง

จากสถิติปี 2559 ชิลีได้กลายเป็นประเทศที่จีนนำเข้าผลไม้มากที่สุด แซงหน้าแชมป์เก่าอย่างประเทศไทยเป็นครั้งแรก และเพียงแค่ 5 ปี เชอร์รี่ของชิลีขยายตัวเกือบ 3 เท่าในตลาดจีน บลูเบอร์รี่และอโวคาโดของชิลีต่างได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะการให้ความรู้สึกที่เป็นผลไม้พรีเมียมเป็นที่ชื่นชอบของชาวจีน ที่ผ่านมา ความต้องการผลไม้ที่มีคุณภาพสูงของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องไปตามกำลังซื้อที่สูงขึ้นที่มาพร้อม ๆ กับความใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงถึงเวลาแล้วที่ผลไม้ไทยต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อทวงแชมป์กลับมาอีกครั้ง

*****************************************************

แหล่งข้อมูล

http://www.opsmoac.go.th/guangzhou/

https://www.taobao.com/

http://mt.sohu.com/20170220/n481226171.shtml


http://mt.sohu.com/20161105/n472363534.shtml

http://www.zcool.com.cn/work/ZMTgxMjYzMDQ%3D.html

Writer

Writer

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม