กุ้ยโจว จากมณฑลยากจนสู่ฮับ Big Data ของจีน

มณฑลกุ้ยโจวตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีนครกุ้ยหยางเป็นเมืองเอก เป็นมณฑลที่มีจำนวนประชากรยากจนอยู่ในอันดับต้น ๆ ของจีน หลายปีที่ผ่านมา กุ้ยโจวได้เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงของมณฑลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรจีน เกษตรที่ราบสูง การท่องเที่ยว และไฟฟ้า แต่ดูเหมือนว่ายังมีจุดเด่นที่ไม่ชัดเจน เมื่อเทียบกับมณฑลข้างเคียงอย่างมณฑลยูนนานที่ชูยุทธศาสตร์การเป็นประตูภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนที่เปิดสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ หรือเขตฯกว่างซีที่เป็นประตูสู่อาเซียนและเป็นเขตเดียวของภาคตะวันตกของจีนที่มีทางออกสู่ทะเล

และแล้ววันหนึ่งของเดือน ก.ย. 2556 เมื่อรัฐบาลนครกุ้ยหยางได้ลงนามความร่วมมือกับสวนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจงกวนชุน (Zhongguancun Science Park) ซึ่งได้ฉายาว่า “Silicon Valley” ของจีน เพื่อจะอาศัยทรัพยากรด้านนวัตกรรมที่มีคุณภาพจากสวนวิทยาศาสตร์แห่งนี้ อาทิ บุคลากร เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ มาเร่งการพัฒนาด้านนวัตกรรมของมณฑลกุ้ยโจว ผนวกกับในเวลาไล่เลี่ยกัน บริษัท China Mobile, China Unicom และ China Telecom ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคม 3 รายของจีนต่างทยอยตบเท้าเข้าไปตั้งศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ในกุ้ยหยาง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านหยวน ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเกิดไอเดียและเล็งเห็นว่า กุ้ยโจวควรรีบบุกเบิกการพัฒนา Big Data ก่อนใคร ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นการหว่านเมล็ดพันธุ์ “ศูนย์กลาง Big Data ของจีน” ลงบนมณฑลกุ้ยโจว

กุ้ยโจวมีข้อได้เปรียบด้านปัจจัยการพัฒนา Big Data หลายประการ ในด้านอากาศ นครกุ้ยหยางมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 15℃ และหน้าร้อนมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 25℃ ส่งผลดีต่อการควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ IT ซึ่งทำให้ประหยัดไฟฟ้า ในด้านความเพียงพอของพลังงาน กุ้ยโจวเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของจีน ค่าไฟจึงมีราคาค่อนข้างถูก นอกจากนี้ นครกุ้ยหยางยังเป็นเมืองแรกของจีนที่มี Wifi ครอบคลุมทั้งเมือง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างสะดวก

ด้วยความได้เปรียบด้านอากาศ ต้นทุนค่าไฟฟ้า และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กุ้ยโจวจึงเดินหน้าอย่างท้าทายสู่เป้าหมายการเป็นฮับ Big Data ของจีน โดยได้รับการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และภาคเอกชน เช่น ในปี 2558 รัฐบาลจีนได้มอบหมายให้นครกุ้ยหยางเป็นเจ้าภาพจัดงาน China International Big Data Expo และจัดเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทที่มีชื่อเสียง ซึ่งครั้งหนึ่ง นายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ได้กล่าวว่า “30 ปีก่อน หากคุณพลาดการลงทุนในมณฑลกวางตุ้งและมณฑลเจ้อเจียง ครั้งนี้คุณไม่ควรพลาดโอกาสการลงทุนในมณฑลกุ้ยโจว”

นอกจากนี้ รัฐบาลกุ้ยโจวยังได้อนุมัติการก่อตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูล Global Big Data Exchange (GBDEx) ขึ้นเป็นแห่งแรกของจีน เมื่อเดือน เม.ย. 2558 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครกุ้ยหยาง (มีศูนย์ดำเนินงาน 2 แห่งที่กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ และศูนย์บริการธุรกรรม 11 แห่งทั่วประเทศจีน) ปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 1,500 บริษัท โดยในอนาคตอันใกล้มีแผนเตรียมสร้างความร่วมมือกับ Chicago Mercantile Exchange (CME) ในการพัฒนาเครือข่ายข้อมูลเชิงพาณิชย์

ช่วงต้นปี 2559 รัฐบาลจีนโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรมและสารสนเทศ และ Cyberspace Administration of China ได้อนุมัติให้กุ้ยโจวเป็นเขตนำร่อง Big Data ระดับประเทศแห่งแรกของจีน (National Big Data Pilot Zone) เปรียบเสมือนสินค้าที่ได้รับการส่งเสริมการขาย ยิ่งผลักดันให้กุ้ยโจวกลายเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากบริษัทด้าน Big Data ที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เพื่อก้าวสู่ต้นแบบการเป็นฮับ Big Data ของจีน

สำนักงานบริหารและพัฒนา Big Data มณฑลกุ้ยโจว เปิดเผยว่า อุตสาหกรรม Big Data ของมณฑลกุ้ยโจวเติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวดึง GDP มณฑลให้สูงขึ้น โดยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 กุ้ยโจวดึงดูดโครงการ Big Data 263 โครงการ รวมมูลค่า 35,870 ล้านหยวน ปัจจุบัน กุ้ยโจวมีบริษัทที่เกี่ยวข้องด้าน Big Data เกือบ 9,000 ราย เพิ่มขึ้นจาก 3 ปีก่อนที่มี 1,400 ราย บริษัท Big Data ชั้นนำของโลกและของจีนกว่า 100 ราย ต่างทยอยเข้าไปลงทุนในกุ้ยโจว อาทิ โครงการ Cloud Computing ของอาลีบาบา โครงการ Internet Plus และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลสีเขียวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Data Center) ของ Tencent และการก่อตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์สของ JD.com รวมถึง Foxconn, Qualcomm, Microsoft, Inspur, Dell, Microsoft, Intel, IBM, HP และคาดว่าภายในปี 2563 กุ้ยโจวจะดึงดูดเงินลงทุนในโครงการ Big Data เพิ่มขึ้นอีกกว่า 50,000 ล้านหยวน

ล่าสุด แม้แต่ยักษ์ใหญ่ด้านเทเลคอมอย่าง Apple และหัวเหว่ยต่างเข้าไปลงทุนสร้างศูนย์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ในนครกุ้ยหยาง โดย Apple ลงทุนกับการก่อสร้างครั้งนี้ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเก็บข้อมูลผู้ใช้ iCloud ในจีน ถือเป็นศูนย์เก็บข้อมูลออนไลน์แห่งแรกในจีนของ Apple และจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2561 ในขณะที่หัวเหว่ยได้ทำพิธีลงเสาเอกการก่อสร้างไปแล้วเมื่อ ส.ค. 2560 โดยจะดำเนินการ 3 ส่วน คือ ศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ศูนย์วิศวกรรมซ่อมบำรุง IT และ ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้าน IT

นอกจากนี้ การสนับสนุนให้กุ้ยโจวกลายเป็นฮับ Big Data แห่งใหม่ของจีน ยังทำให้มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องผุดขึ้นตามมาอีกมาก และก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น อาทิ ธุรกิจ Call Center ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานในกุ้ยหยางกว่า 2 แสนตำแหน่ง การผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์โทรคมนาคม และโรงงานผลิตมือถือ ซึ่งปัจจุบัน กุ้ยโจวได้กลายเป็นแหล่งผลิตมือถืออันดับ 4 ของจีน

Big Data กำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลงมณฑลกุ้ยโจว พลิกโฉมการพัฒนาจากรูปแบบเดิม ๆ สู่ยุคดิจิทัล มีการประยุกต์ใช้ประโยชน์ของ Big Data กับหลายสาขา อาทิ โลจิสติกส์ การแพทย์ การท่องเที่ยว การศึกษา และประวัติคนยากจน อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ “การก้าวสู่ฮับ Big Data ของจีน” ที่ได้หว่านลงบนพื้นดินมณฑลกุ้ยโจวไปเมื่อไม่นานยังเป็นต้นกล้าที่ไม่แข็งแรง คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อให้พลัง Big Data ในกุ้ยโจวเติบโตอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลในมณฑลกุ้ยโจว นอกจากเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของมณฑลกุ้ยโจวให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น โดยที่ปัจจุบัน กุ้ยโจวยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของ GDP ให้ติด 1 ใน 3 ของจีน ต่อเนื่องกันมานานถึง 7 ปี

***********************************************

แหล่งข้อมูล

https://www.ecns.cn/business/2017/12-12/284118.shtml

http://www.gbdex.com/website/

http://www.ciia.org.cn/xwzx/yjdt/201708/t20170804_101343.html


http://dsb.gzdsw.com/html/2015-09/30/content_102605.htm

Writer

Writer

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน

Print

COMMENT

avatar
  Subscribe  
Notify of

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม