วัฒนธรรมธุรกิจ

วัฒนธรรมการรับประทานและธรรมเนียมบนโต๊ะอาหาร

สานสัมพันธ์บนโต๊ะอาหาร ธรรมเนียมการกินเป็นเรื่องสำคัญ

กรณีที่เพิ่งรู้จักหรือคิดทำการค้ากับชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับในเมืองไทยหรือที่จีน มักมีคำแนะนำเสมอว่า อย่าเพิ่งเริ่มต้นคุยธุรกิจถ้ายังไม่มีโอกาสไปรับประทานอาหารร่วมกัน แม้แต่กรณีที่เราไปถึงประเทศจีน และมีเวลาจำกัดซึ่งบางคนอาจเลือกเจรจาธุรกิจเลย แต่ความจริงเราควรจัดเวลาที่มีอยู่น้อยนิดสำหรับทำความรู้จักด้วยการกินด้วยแล้วค่อยคุยธุรกิจ เพราะชาวจีนมักให้ความสำคัญในการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการก่อน ซึ่งกิจกรรมที่เหมาะสมที่สุดและถือเป็นการให้เกียรติกันมาที่สุดคือการกินนั่นเอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะถ้าหากเราย้อนประวัติศาสตร์กลับไปพิจารณาให้ดี จะเป็นว่าจีนเป็นชนชาติที่เน้นเรื่องการกินมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยธรรมเนียมต่าง ๆ เกี่ยวกับการกินเป็นไปเพื่อการรักษาหน้า การให้เกียรติ การเอาใจใส่ และหลักความเชื่ออื่น ๆ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่การนั่งทีเดียว

ธรรมเนียมการกินที่ควรรู้

การนั่งโต๊ะอาหาร ส่วนมากประธานจะนั่งเก้าอี้ตรงกลางอีกด้านหนึ่งของโต๊ะตรงข้ามกับประตู และหัวหน้าของอีกฝ่ายจะนั่งขวามือของประธาน และซ้ายมีประธานจะเป็นฝ่ายตรงข้ามที่มีตำแหน่งรองลงมา โดยจะนั่งสลับกันไปเรื่อย ๆ ทั้งสองฝ่าย จนถึงคนที่มีตำแหน่งเล็กสุดของทั้สองฝ่ายนั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากฝั่งยุโรปหรือตะวันตกที่หัวหน้าจะนั่งเผชิญหน้ากัน หรือบางภัตตาคารจะจัดโต๊ะเพื่อบอกตำแหน่งที่นั่งกลาย ๆ เช่น ผ้ากันเปื้อนของคนส่วนใหญ่พับเป็นรูปนก ขณะที่ตำแหน่งประธานจะพับเป็นรูปหอคอย เป็นต้น

เมื่อเราเป็นเจ้าภาพ ควรให้เกียรติอีกฝ่ายสั่งอาหารก่อน ซึ่งหากเขาต้องการสั่งจริงก็อาจสั่ง 1-2 อย่าง หลังจากนั้นเจ้าภาพจึงสั่งอาหารที่เหลือให้ หรือถ้าอยู่ในฐานะแขก ชาวจีนจะส่งเมนูให้เราเลือกอาหารก่อน ซึ่งเราอาจรับเมนูดูพอเป็นพิธี แล้วส่งกลับให้เจ้าภาพเพื่อให้เขาสั่งแทน ส่วนการสั่งอาหารแรกเริ่มเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยเหมือนอาหารทั่วไป ซึ่งจำนวนอาหารจานหลักของชาวจีนนั้นไม่นับรวมอาหารทานเล่น ข้าว ข้าวผัด และน้ำแกง ดังนั้น หากมีการถามว่าสั่งอาหารกี่อย่างแล้วจะนับเฉพาะจานหลัก และข้าวอาจไม่ใช่อาหารหลักบนโต๊ะก็ได้ เพราะชาวจีนนิยมกินอาหารพร้อมเหล้ามากกว่า

ถ้ามีโอกาสตระเตรียมอาหารก่อนล่วงหน้าโดยการจองก่อนยิ่งดี ภัตตาคารดี ๆ ของคนส่วนใหญ่จะมีชุนเมนูสำเร็จรูปในราคาที่กำหนดต่อโต๊ะสำหรับ 10-12 คน เราควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคนจีนในท้องถิ่นที่รู้จัก หรือผู้จัดการของภัตตาคารว่าเมนูไหนที่เหมาะสมสำหรับแขกที่เราเชิญ เมนูอาจมีอาหาร 8-12 อย่าง เราอาจปรับเปลี่ยนอาหารบางอย่างได้เพื่อความเหมาะสมสำหรับโอกาสนั้น ๆ หรืองบประมาณ อย่าลืมว่าเมนูที่เสนอส่วนใหญ่จะไม่รวมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถ้ามีโอกาสตระเตรียมอาหารก่อนล่วงหน้าโดยการจองก่อนยิ่งดี ภัตตาคารดี ๆ ของคนส่วนใหญ่จะมีชุนเมนูสำเร็จรูปในราคาที่กำหนดต่อโต๊ะสำหรับ 10-12 คน เราควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคนจีนในท้องถิ่นที่รู้จัก หรือผู้จัดการของภัตตาคารว่าเมนูไหนที่เหมาะสมสำหรับแขกที่เราเชิญ เมนูอาจมีอาหาร 8-12 อย่าง เราอาจปรับเปลี่ยนอาหารบางอย่างได้เพื่อความเหมาะสมสำหรับโอกาสนั้น ๆ หรืองบประมาณ อย่าลืมว่าเมนูที่เสนอส่วนใหญ่จะไม่รวมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ชาวจีนมักนิยมสั่งอาหารทีละมากกกกก ๆ เพราะอยากให้แขกอิ่มหนำ ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเกรงใจกินเพียงเล็กน้อยชาวจีนจะรู้สึกไม่ดี แต่ถ้ากินหมดถือว่าให้เกียรติ หรือรู้สึกดีกว่าเราชอบอาหารอร่อยจึงกินจนหมด และก็จะสั่งเพิ่มเรื่อย ๆ เพราะตามความเชื่อของชาวจีน การกินอาหารเหลือหมายถึงเหลือกินเหลือใช้ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกินทุกอย่างให้หมด (โดยเฉพาะภาคเหนือของจีน) อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่ก็จะมีความระมัดระวังเรื่องการสั่งอาหารมากขึ้น โดยสั่งให้พอกินหรือไม่เหลือมาก

หลังการกินอาหารอาจมีการดื่มเหล้าตบท้าย เพราะคำว่าเหล้าในภาษาจีนออกเสียงว่า “จิ่ว” 酒 ซึ่งพ้องเสียงกับคำภาษาจีนอีกคำคือ “เหินจิ่ว” 很久 ที่แปลว่ายั่งยืนนาน

การรับประทานอาหาร ชาวจีนจะรับประทานอาหารร่วมกับเหมือนกันคนไทย

ธรรมเนียมการดื่มที่ควรรู้

ธรรมเนียมการดื่ม เริ่มต้นต้องเทให้เจ้าภาพก่อน จากนั้นเจ้าภาพจะยกแก้วขึ้นมาพร้อมกับกล่าวนำ การชนแก้วมีเทคนิคคือ ผู้น้อยจะต้องชนแก้วโดยให้ตำแหน่งแก้วตนเองต่ำกว่า แต่หากฝ่ายตรงข้ามต้องการแสดงความเคารพเราหรือรู้สึกว่าเราอาวุโสกว่าจะลดแก้วให้ต่ำกว่าเราเอง ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องลดระดับแก้วให้ต่ำกว่าเขา เพราะเขาได้เกียรติโดยแสดงออกเช่นนั้นแล้ว แต่ถ้าจำนวนคนมากจนไม่สะดวกชนแก้วก็สามารถเอาก้นแวชนกับกระจกบนโต๊ะเบา ๆ (โต๊ะกลมที่มีถาดหมุน) แทนการเดินไปชนแก้วได้ เว้นเสียแต่ผู้น้อยที่ควรผลัดกันเดินชนเพื่อคารวะผู้ใหญ่

กรณีที่แขกชาวจีนผู้นั้นชื่อชอบการดื่มเหล้า แต่อาจรู้สึกเขินหากเป็นฝ่ายเริ่มต้นหรือรู้สึกเหมือนดื่มคนเดียว ไม่ควรปล่อยให้เขาดื่มเหล้าเพียงลำพัง นอกจากเครื่องดื่มเป็นน้ำหรือน้ำอัดลม เราควรเชิญเราดื่มก่อน หรือถ้าเราไม่สามารถดื่มได้เพราะดื่มไม่เก่ง ควรหาคนที่ดื่มคล่องมาร่วมโต๊ะ เพื่อคนเชื้อเชิญให้ดื่มและชนแก้วเป็นระยะ ๆ ซึ่งคนคนนี้จะทำให้การกินดื่มเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นกันเอง

บ่อยครั้งที่ชาวจีนชอบเอ่ยค่าว่า “ฉิ่ง”请 ที่แปลว่าเชิญ หรือ “กานเปย” 干杯 ที่แปลว่าหมดแก้ว และเมื่อดื่มหมดเราควรรินเหล้าให้คนรอบข้างก่อนรินให้ตนเอง

เมื่ออีกฝ่ายรินเหล้าให้ เราควรกล่าวคำว่า “เซียะเซียะ” 谢谢 ที่แปลว่าขอบคุณ หรือเราอาจชั้งนิ้วชี้และนิ้วกลางเคาะโต๊ะ 2-3 ครั้ง แทนคำขอบคุณ (สามารถใช้ในการดื่มชาวหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้เช่นกัน) สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการดื่มหรือดื่มไม่เป็นแล้วถูกขอร้องให้ดื่ม อาจอ้างเหตุผลเรื่องสุขภาพซึ่งถือเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ของชาวจีน

ระหว่างมื้ออาหาร การช่วยเติมเครื่องดื่มให้กับผู้อื่น ถึงแม้เขาจะไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแบบเดียวกันกับเราก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรทำ

ในระหว่างการกินดื่ม ชาวจีนบางคนอาจเคี้ยวไปคุยไปหรือเรอเสียงดังออกมา กิริยาเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปรกติบนโต๊ะอาหาร ไม่ถือเป็นเรื่องเสียมารยาทแต่อย่างใด

ชาเป็นเครื่องดื่มที่ชาวจีนนิยมดื่มมาก การดื่มชาจะไม่นิยมใส่น้ำตาลหรือนม

ทั้งนี้ หากเราเราเจ้าภาพเลี้ยงอาหารสำหรับงานเลี้ยงแบบเป็นทางการ การคิดเงิน ไม่นิยมเรียกเก็บเงินที่โต๊ะ แต่อาจให้ผู้ช่วยเดินออกไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์นอกโต๊ะอาหาร โดยใช้คำว่า “หม่ายตาน” 买单 ที่แปลว่าคิดเงินได้เช่นกัน ถ้าเป็นงานเลี้ยงระดับสูง เราอาจบอกกับทางภัตตาคารว่า เราจะจ่ายค่าใช้จ่ายหลังส่งแขกผู้ใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้การให้ทิปบางสถานที่ในเมืองจีนไม่นิยมการรับทิป เพราะถือว่าเป็นการดูถูก หรือบางที่เก็บค่าบริการ Service charge ไปด้วยแล้ว จึงควรระมัดระวังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าพนักงานบริการดี สร้างความประทับใจแก่เรามากก็ควรให้ผู้ช่วยมอบทิปจำนวนหนึ่งได้ แต่ไม่ควรให้น้อยเกินไป เพราะเป็นหน้าตาของเรา ควรคำนึงถึงความเหมาะสมแล้วแต่สถานการณ์นั้น ๆ