สัพเพเหระ

เศรษฐกิจแบ่งปัน กับ Car Sharing ที่เมืองหลิ่วโจว

เศรษฐกิจแบ่งปัน กับ Car Sharing ที่เมืองหลิ่วโจว

 

โดย..ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยจีน (BIC)
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง

 

คำว่า “เศรษฐกิจแบ่งปัน” (Sharing Economy) ดูจะไม่ไกลตัวเรา ๆ ท่าน ๆ อีกต่อไป ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันและพลิกโฉมเศรษฐกิจเข้ามาลบล้างโมเดลธุรกิจแบบเดิม ๆ พร้อมสร้างนิยามเศรษฐกิจใหม่ในรูปแบบการแบ่งปันทรัพยากร

Sharing economy หรือ Gig economy เป็นแนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปันที่ได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 ในบทความเชิงวิชาการเรื่องCommunity Structure and Collaborative Consumption’ โดย Marcus Felsonและ Joe Spaeth ซึ่งทั้งคู่เป็นนักสังคมศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัย Illinois at Urbana-Champagne

ปัจจุบัน เทรนด์ของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ถูกกล่าวถึงในวงกว้างและมีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโลก ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนเป้าหมายชีวิต ตลอดจนวิธีการเลือกสรรสิ่งต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนไป โดยแต่ละประเทศมีการตอบสนองต่อ Sharing Economy ในระดับที่แตกต่างกัน

แนวคิด “เศรษฐกิจแบ่งปัน”เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการย่อโลกทั้งใบด้วย “อินเทอร์เน็ต”ทำให้ผู้คนในสังคมสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการด้วยการเช่า/ยืมได้ในทุกที่ทุกเวลา เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ จัดสรรปันส่วนทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพด้วยการแลกเปลี่ยนหรือแชร์ส่วนที่เหลือใช้ (แทนการซื้อไว้ในครอบครอง) และนำไปสู่โครงสร้างธุรกิจในรูปแบบของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน”นั่นเอง

จากการประเมินของ Deloitte (1 ใน 4 บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก) คาดว่ามูลค่าของเศรษฐกิจแบ่งปันทั่วโลกจะเติบโตปีละ 30% หรือ 11 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือมีขนาด 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มจาก 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559

จีน(แผ่นดินใหญ่)นับเป็นประเทศตัวอย่างของระบบ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ในยุคปัจจุบัน กระแสการพัฒนาธุรกิจแบบ Sharing Economy ในจีนเริ่มต้นจากการบริโภคแบบร่วมมือกัน (Collaborative Consumption) เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่อาจจะดูธรรมดา จนกระทั่งกลายเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินมูลค่ามหาศาล อย่างธุรกิจต้นแบบการแชร์จักรยาน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือ จักรยานให้เช่าแบบสาธารณะแบรนด์ Ofo และ Mobike

ความน่าสนใจของ Sharing Economy ในจีนอยู่ตรงที่ "วิวัฒนาการ" ของการจัดการกับสิ่งของเหลือใช้ที่วันนี้ก้าวไปไกล จากจุดเริ่มต้นที่เป็นการนำของเหลือใช้มาแชร์ให้เป็นประโยชน์ผ่านการแบ่งปันในระดับบุคคล ไปสู่ธุรกิจการให้เช่า/ยืม ผ่านการจัดการแบบออนไลน์ ทำให้ Sharing Economy ได้รับความนิยมเป็นพลุแตก ตัวอย่างของธุรกิจยอดฮิตแบบ Sharing Economy ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมจีน อาทิ ร่ม ลูกบาส พาวเวอร์แบงค์ และสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ใครจะนึกว่าจะนำมาให้เช่าสาธารณะได้

สถิติล่าสุด (รายงานการพัฒนาเศรษฐกิจแบ่งปันประเทศจีน ปี 2559) ระบุว่า ปี 2559ที่ผ่านมา เศรษฐกิจแบ่งปันในจีนมีมูลค่าทางการตลาดราว 3.94 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 76.4% โดยชาวจีนกว่า 60 ล้านคน ใช้บริการธุรกิจแชร์เหล่านี้ เพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านคนจากปี 2558 และสร้างงานได้มากกว่า 5.85 ล้านตำแหน่ง

ในรายงานของ China’s State Information Center ระบุว่า เศรษฐกิจแบ่งปันในจีนจะเติบโตสูงกว่า 40%ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้ (2560) เศรษฐกิจแบ่งปันจะมีมูลค่าทางการตลาด 5.7 ล้านล้านหยวน (ราว 9.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 28.5 ล้านล้านบาท) และคาดว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 Sharing Economyของจีนจะครองสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ถึง 1 ใน 10 ของประเทศ และขยายสัดส่วนเป็น 2 ใน 10 ของประเทศภายในปี 2568

สำหรับเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มณฑลน้องใหม่ไฟแรงทางภาคตะวันตกของจีน เป็นอีกหนึ่งมณฑลที่เกาะกระแส “เศรษฐกิจแบ่งปัน” อย่างเหนียวแน่นไม่แพ้ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะในหัวเมืองเศรษฐกิจชั้นนำอย่างนครหนานหนิงและเมืองหลิ่วโจว

ล่าสุด “เมืองหลิ่วโจว”(Liuzhou City) เมืองอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นแนวหน้าของประเทศจีน ได้อาศัยความได้เปรียบจากรากฐานอุตสาหกรรมของตนเอง เกาะติดเทรนด์ “เศรษฐกิจแบ่งปัน”โดยค่ายรถยนต์ DongFengLiuqi (东风柳汽) นำรถสปอร์ตซีดานดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะสุดตา รุ่น JingYiS50 (景逸S50) มาให้บริการ Car Sharing แก่ชาวเมือง

ความพิเศษของรถยนต์รุ่นนี้ คือ เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. วิ่งได้ระยะทาง 255 กิโลเมตร  มีจุดรับรถ 11 จุดทั่วเมือง และจะเพิ่มเป็น 20 จุด โดยจะมี Car Sharing จำนวน 100 คัน ภายในปลายปี 2560 นี้ แถมได้ข่าวแว่ว ๆ ว่ากำลังมีแผนจะเพิ่มตัวเลือกประเภทรถยนต์ให้ผู้ใช้งาน อย่างรถเก๋งและรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ (commercial vehicles) อีกด้วย

ใช้งานยังไง? การใช้งานนั้นง่ายแสนง่าย เพียงผู้ใช้งานดาวน์โหลด app ที่มีชื่อว่า “เสียงเสี่ยงจูเชอ” (响响租车) เมื่อเปิด app ขึ้นมาจะปรากฏขั้นตอนการลงทะเบียนหมายเลขบัตรประชาชนและใบขับขี่ (ณ เวลานี้ ยังไม่รองรับผู้ขับขี่ชาวต่างชาตินะจ๊ะ) เพียงถ่ายรูปบัตรประชาชนและใบขับขี่เพื่ออัปโหลดเข้าระบบและผูกบัญชีออนไลน์ของผู้ใช้งานโดยเลือกว่าจะให้ผูกกับ Wechat Pay หรือ Alipay ก็ได้ จากนั้นจ่ายเงินมัดจำเบา ๆ เพียง 1,000หยวน(เสมือนเป็นค่าสมัครสมาชิก...ตลอดชีพ) ก็สามารถถอย Car Sharing ไปขับกินลมชมวิวกันชิล ๆ ได้แล้ว

ผู้ใช้งานสามารถค้นหา Car Sharing ที่อยู่ในเขตโดยรอบ หลังจากที่ผู้ใช้งานกดเลือกรถยนต์คันที่ต้องการใช้งานแล้ว ระบบจะระบุทะเบียนรถ ปริมาณไฟฟ้าสำรอง ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ และเส้นทางจากผู้ใช้ไปยังรถยนต์ซึ่งรถคันที่ถูกจองไปจะไม่ปรากฏบนแผนที่ในappของผู้ใช้งานคนอื่น


ทั้งนี้ ผู้ใช้งานมีเวลา 15 นาทีในการไปรับ
Car Sharing ที่จองไว้ หากผู้ใช้งานไม่รับรถในเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการยกเลิกคำสั่งจองอัตโนมัติ สำหรับพวกที่จองแล้วไม่รับรถเกิน 3 ครั้งในวันนั้น ระบบจะคิดสตางค์ทันทีสำหรับการจองครั้งที่ 3


นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเช็คปริมาณไฟฟ้าของ
Car Sharing ผ่าน app ตัวนี้ได้ด้วย และมีการตั้งระบบการจองสำหรับรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่สำรองไฟเกินกว่า 30% หรือวิ่งได้มากกว่า 50 กิโลเมตรเท่านั้นหากต่ำกว่า 30% รถยนต์คันดังกล่าวจะไม่สามารถจองได้  โดยผู้ให้บริการจะส่งเจ้าหน้าที่ไปรับ Car Sharing เพื่อหาแท่นชาร์ทไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด

ณ จุดนี้ ผู้อ่านหลายท่านอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า... แล้วเราจะเปิดประตูรถ Car Sharing ที่จองไว้ยังไง?? คำตอบ...การควบคุมระบบสั่งการทำได้ง่าย ๆ ผ่านสมาร์ทโฟนทั้งหมด เมื่อผู้ใช้งานมาถึงตัวรถแล้ว สามารถกดปุ่มปลดล็อกประตูรถยนต์ผ่านมือถือของตนเองนั่นเอง(แหม่...ต้องบอกว่าของเขาทันสมัยจริง ๆ)


คิดเงินยังไง
? สนนราคาค่าเช่าถูกแสนถูก....ระบบจะคิดค่าบริการตามระยะเวลาและปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ไป โดยเริ่มต้นที่ชั่วโมงแรก 10 หยวน (ราว 50 บาท) จากนั้นทุกครึ่งชั่วโมง คิด 5 หยวน ส่วนค่าชาร์ทไฟฟ้าคิดหน่วยละ 1.98 หยวน ณ เวลาคืนรถ กล่าวคือ หากปริมาณไฟฟ้าต่ำกว่าตอนยืม เขาคิดค่าไฟฟ้าส่วนต่างหน่วยละ 1.98 หยวน หากปริมาณไฟฟ้ามีมากกว่าตอนยืม เขาคืนค่าไฟฟ้าให้หน่วยละ 1.8 หยวน)


นอกจากนี้ ผู้ใช้งานสามารถเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองได้ด้วย เช่น

  •  โปรโมชั่นเช่าข้ามคืน 38 หยวน (ตั้งแต่เวลา 17.30 น. ถึงเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนเวลา 08.30 น.)
  •  โปรโมชั่นเช่าสุดสัปดาห์ 268 หยวน (ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ เวลา 17.30 น. ไปถึงเช้าวันจันทร์ก่อนเวลา 08.30 น.)
  •  โปรโมชั่นเต็มเวลาได้ส่วนลด เช่น 4 ชั่วโมงแรกรับส่วนลด 10% / 8 ชั่วโมงแรกรับส่วนลด 15% / 12 ชั่วโมงแรกรับส่วนลด 17.5%โดยเศษเกินของเวลาจะคิดค่าเช่าอัตราปกติที่ 5 หยวนทุกครึ่งชั่วโมง และ 16 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยคิดราคาเดียวที่ 138 หยวน


ข้อเตือนใจ
!! แม้ว่า Car Sharing ทุกคันเป็นป้ายทะเบียนชั่วคราว แต่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องเคารพกฎจราจา เพราะระบบมีการบันทึกข้อมูลการใช้งานตลอด หากผู้ใช้งาน Car Sharing ทำผิดวินัยจราจร คงยากที่จะหลุดรอดสายตาของคุณตำรวจจราจรเป็นแน่หากเปรียบเทียบค่าปรับ ผู้ให้บริการจะหักค่าปรับจากเงินประกัน 1,000 หยวน (เงินประกันไม่ครบ 1,000 หยวน ผู้ใช้งาน Car Sharing ก็ใช้งานต่อไม่ได้)


ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ผู้ใช้งานก็ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะผู้ให้บริการได้ทำประกันภัยให้กับ
Car Sharing ทุกคัน หากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เพียงยกหูโทรศัพท์โทรหาบริษัทประกัน ผู้ใช้งานไม่ต้องรับผิดชอบค่าซ่อม แต่ตามกติกาผู้ใช้งานต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียเวลาจากการซ่อม (เสมือนการเช่ารถเพื่อใช้งาน) สูงสุดเพียงวันละ 138 หยวน (ราว 690 บาท)

 

ข้อดี VS ข้อกังวล

ข้อดีของแนวคิดนี้เป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยีมาจับเข้ากับไลฟสไตล์และใช้งานง่าย (user friendly)ประโยชน์สำคัญที่ผู้บริโภคได้รับจาก CarSharing คือ ประหยัดเวลาประหยัดสตางค์ และช่วยให้การดำเนินชีวิตประจำวันนั้นสะดวกและง่ายขึ้น

ผู้ใช้งานสามารถลดค่าใช้จ่ายแทนการซื้อสินทรัพย์หรือการเช่าสินทรัพย์จากผู้ให้เช่าในรูปแบบเดิม และสามารถนำรายได้คงเหลือไปบริโภคสินค้าประเภทอื่นๆ ได้ในขณะที่มีรายได้เท่าเดิม แต่คุณภาพชีวิตดีขึ้น สะดวกสบายขึ้นและสามารถบริหารการใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้นด้วย  รวมทั้งเป็นการสร้างเสริมหรือปลูกฝังความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งในสิ่งที่เป็นวัตถุและอวัตถุ

ในแง่ของเศรษฐกิจและสังคม กล่าวได้ว่า Car Sharing เป็นโมเดลธุรกิจที่ต้องเกิดขึ้นตามกระแสเทรนด์ “รักษ์โลก”ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์และการจัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยมีเทคโนโลยีช่วยจับคู่ความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงกับอุปทานหรือทรัพยากรที่มีอยู่ในตลาดได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อกังวลของแนวคิดนี้ การไร้จิตสำนึกของคนในสังคม พฤติกรรมน่ารังเกียจของผู้ใช้งานบางกลุ่มที่ยึด/ฮุบ Car Sharing ไว้เป็นของส่วนตัว และปัญหาการก่อกวนหรือทำลายทรัพย์สินของกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากการกำเนิดขึ้นของ Car Sharing

แน่นอนว่าโมเดลธุรกิจประเภทนี้อาจไม่ได้หวังผลกำไรเป็นสำคัญแต่อยู่ที่การสร้างฐานผู้ใช้งานระยะยาวการที่โมเดลธุรกิจ Sharing ในจีนเริ่มมีผู้เข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้นและยังต้องอาศัยการสนับสนุนด้านเงินทุนจำนวนมากจากรัฐบาลในท้องที่หรือการระดมทุนจากภายนอก จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า...ในอนาคต หากไม่มีเงินสนับสนุนจากภาครัฐหรือหากสายป่านขาดแล้วธุรกิจSharingจะยังอยู่ต่อไปได้อย่างไร

 

บทสรุป

คำจำกัดความง่ายๆ ของ Sharing Economy ก็คือ โมเดลธุรกิจที่เป็นแนวคิดการบริโภคยุคใหม่ที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องครอบครองทรัพย์สินแต่ใช้ทรัพย์สินที่ผู้อื่นนำมาให้เช่าโดยมีสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในการใช้บริการผ่าน app หรือการสแกนบาร์โค้ด

การทำธุรกิจแบบ Sharing Economy ยังช่วยให้แนวคิดหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่า (Value) เงินในกระเป๋า และสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นและช่วยลดการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดอย่างฟุ่มเฟือย

แม้ว่าการทำธุรกิจในรูปแบบ Sharing Economy จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมธุรกิจหลายอย่างในช่วงที่ผ่านมาแต่ประเด็นเรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการยังคงเป็นการบ้านที่หลายๆ องค์กรต้องนำไปขบคิด

จะเห็นว่าแนวความคิด “เศรษฐกิจแบ่งปัน”สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลาย แนวโน้มการเติบโตที่สดใสของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน”ในหลาย Sector ในระยะต่อไป ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการที่ต้องการจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงต้องรีบปรับตัว ทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมและอำนาจการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รวมทั้งปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

 

      "เพียงแค่เราค้นพบ 'ช่องว่าง' ในความต้องการให้เจอ...
      การพัฒนา
Sharing Economy ให้ 'ปัง' คงไม่ใช่เรื่องยาก"

 

************************