เรียนจากผู้รู้

กฎหมายแรงงานจีน เรื่องใกล้ตัวที่นายจ้างและลูกจ้างไทยในจีนควรรู้ (ตอนที่ 1)



ปฏิเสธไม่ได้ว่า การดำเนินธุรกิจใด ๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ “แรงงาน” ยิ่งเป็น
การดำเนินธุรกิจในต่างประเทศด้วยแล้ว ทั้งนายจ้างและลูกจ้างจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของประเทศนั้นอย่างเคร่งครัด  เพื่อให้ระบบการบริหารจัดการบุคลากรภายในองค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น สร้างความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย และหลีกเลี่ยงการเกิดข้อพิพาททางกฎหมายขึ้นในภายหลัง

ในบทความตอนที่ 1 นี้ BIC Shanghai จะพาท่านไปทำความรู้จักกับข้อกฎหมายในการจ้างงานสำหรับบริษัทไทยในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสามารถนำไปใช้อ้างอิงกับเมืองอื่นในจีน เรามาดูกันว่า มีกฎระเบียบอะไรบ้างที่นายจ้างควรรู้ และต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนมีการเซ็นสัญญาจ้างงาน ในระหว่างการทำสัญญาจ้างงาน และหลังการเลิกสัญญาจ้างงาน 

รู้ก่อนจ้างงานเตรียมตัวอย่างไรไม่เกิดปัญหา ?

ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน สิ่งหนึ่งที่ควรพึงระลึกไว้เสมอก็คือ การปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมหรือสังคมที่เราอยู่ ดังสุภาษิตที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” การดำเนินธุรกิจในจีนก็เช่นกัน หากบริษัทไทยในนครเซี่ยงไฮ้ต้องการจ้างลูกจ้างเข้ามาทำงาน ก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบของจีน ซึ่งสิ่งแรกที่นายจ้างต้องคำนึงถึงคือ เรื่องอายุของลูกจ้าง เนื่องจากกฎระเบียบของจีนกำหนดไว้ว่า ห้ามจ้างลูกจ้างที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี หากหน่วยงานใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ โดยถูกดำเนินการตรวจสอบ ปรับเงิน และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ และหากลูกจ้างมีอายุระหว่าง 16 - 18 ปี นายจ้างไม่สามารถให้ลูกจ้างทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง อาทิ การทำเหมืองแร่ และงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก เพราะถือเป็นอุตสาหกรรมพิเศษของจีน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบแรงงานลูกจ้างที่มีอายุน้อยนั่นเอง 

ในส่วนขอสถานภาพลูกจ้าง ตามกฎระเบียบการจ้างลูกจ้างในจีนมีประเด็นที่ควรรู้คือ (1) การจ้างนักศึกษาต่างชาติ บริษัทไทยสามารถจ้างนักศึกษาต่างชาติที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยของประเทศจีนเท่านั้น และที่สำคัญควรได้รับการอนุมัติจากสถานศึกษา พร้อมทำเรื่องรับรองการฝึกงานที่สำนักงานตำรวจด้วย แต่หากเป็นนักศึกษาฝึกงานคนไทย จะไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว ขอเพียงแค่ได้รับการยินยอมจากนักศึกษาก็สามารถจ้างงานได้ (2) การจ้างงานคนต่างชาติในจีน ชื่อหน่วยงานที่ว่าจ้างต้องตรงกับชื่อหน่วยงานที่ระบุไว้ในใบอนุญาตการทำงานของลูกจ้าง ห้ามจ้างลูกจ้างในชื่อของหน่วยงานอื่นเด็ดขาด มิเช่นนั้น จะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง และ (3) แรงงานที่ถูกจัดส่งมา (Dispatched Workers) บางครั้งการทำธุรกิจในต่างประเทศอาจจำเป็นต้องใช้ลูกจ้างในท้องถิ่นนั้นทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ในกรณีนี้ หากบริษัทไทยในนครเซี่ยงไฮ้ต้องการจ้างลูกจ้างชาวจีนมาทำงาน สามารถจ้าง Dispatched Workers ชาวจีนได้ โดยผ่านหน่วยงานที่จัดส่งแรงงานตามกฎหมาย เช่น สำนักงานบริการหน่วยงานต่างประเทศนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Foreign Agency Service Company) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบริษัทคนกลางที่คอยจัดส่งแรงงานจีนให้กับบริษัทต่างชาตินั่นเอง

นอกจากข้อกำหนดทั่วไปในการจ้างลูกจ้างของบริษัทต่างชาติในจีนแล้ว ยังมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสำนักงานผู้แทนบริษัทต่างชาติที่นายจ้างควรรู้อีกด้วย เนื่องจากบางบริษัทก็มีการจัดตั้งสำนักงานผู้แทนในจีนด้วยเช่นกัน โดยสำนักงานผู้แทนของบริษัทไทยในนครเซี่ยงไฮ้จะไม่สามารถจ้างลูกจ้างชาวจีนได้โดยตรง หากมีความจำเป็น ควรจ้างผ่านหน่วยงานที่มีคุณสมบัติในการจัดส่งแรงงานต่างชาติ แต่หากเป็นลูกจ้างไทยที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทไทยส่งมาทำงานที่สำนักงานผู้แทนในนครเซี่ยงไฮ้ ก็ควรรีบดำเนินการตามขั้นตอนการจ้างงานลูกจ้างต่างชาติทันที เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าและสามารถทำงานในจีนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย


ระหว่างทำสัญญาจ้าง
อยากขจัดปัญหา ต้องระวังเรื่องใด ?

เมื่อเงื่อนไขของลูกจ้างถูกต้องตามกฎระเบียบในการจ้างงานของจีนแล้ว นายจ้างก็สามารถดำเนินขั้นตอนการทำสัญญาจ้างงานต่อไปได้อย่างไม่ต้องกังวล และเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดได้ทุกเมื่อในระหว่างการทำสัญญาจ้างงาน นายจ้างควรให้ความสำคัญและพึงระวังเรื่องดังต่อไปนี้

1. วันที่เริ่มสัญญา นายจ้างต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากความไม่ชัดเจนตั้งแต่วันที่เริ่มสัญญาจ้าง ทางที่ดีนายจ้างควรเซ็นสัญญากับลูกจ้างให้เรียบร้อยก่อนเริ่มทำงาน โดย (1) บริษัทต้องเซ็นสัญญาจ้างงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรกับลูกจ้างภายใน 1 เดือน นับจากวันแรกที่เริ่มจ้างงาน  (2) หากบริษัทไม่เซ็นสัญญาจ้างงานกับลูกจ้างนานเกิน 1 เดือน แต่ไม่ถึง 1 ปี บริษัทจะต้องจ่ายเงินเดือนเป็นจำนวน 2 เท่าทุกเดือนให้แก่ลูกจ้าง  (3) หากบริษัทยังไม่เซ็นสัญญาจ้างงานกับลูกจ้างครบ 1 ปี จะถือว่าบริษัทได้เซ็นสัญญาแบบไม่มีกำหนดเวลาจ้างงานกับลูกจ้าง  (4) หากบริษัทไม่เซ็นสัญญาจ้างงานกับลูกจ้างแบบไม่มีกำหนด บริษัทจะต้องจ่ายเงินเดือนเป็นจำนวน 2 เท่าทุกเดือนให้แก่ลูกจ้าง นับจากวันที่ควรทำสัญญาดังกล่าว และ (5) หลังจากสัญญาจ้างงานสิ้นสุดลง หากบริษัทต้องการจ้างลูกจ้างทำงานต่อ ก็ควรเซ็นสัญญาจ้างงานฉบับใหม่ทันที ไม่เช่นนั้น นายจ้างอาจจะต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมากให้แก่ลูกจ้างโดยใช่เหตุ เพียงเพราะไม่เซ็นสัญญาจ้างงานตามวันที่ควรเริ่มสัญญาดังกล่าวข้างต้น

2. รูปแบบสัญญาจ้างงาน จะใช้ภาษาใดก็ได้ในการทำสัญญา เนื่องจากไม่มีกฎเกณฑ์บังคับตายตัวเรื่องของภาษาที่ใช้ทำสัญญา แต่เมื่อดำเนินธุรกิจในจีน ตามกฎหมายก็จะยึดสัญญาฉบับภาษาจีนเป็นหลักในการอ้างอิง หากเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องให้ความสำคัญที่สุดก็คือ สัญญาจ้างงานจะต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่แค่เอ่ยจากปากเป็นวาจาเท่านั้น ทั้งนี้ ให้สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงภายหลังได้หากมีความจำเป็นนอกจากนี้ เงื่อนไขในสัญญาจ้างงานจะประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อตกลงที่จำเป็นต้องมี เช่น อายุสัญญาจ้างงาน หน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงาน การคุ้มครองแรงงาน ค่าตอบแทนการทำงาน กฎระเบียบในการทำงาน เงื่อนไขการยกเลิกสัญญาจ้าง และความรับผิดชอบหากเกิดการละเมิดสัญญา และ (2) ข้อตกลงที่สามารถเจรจากันได้ เช่น ระยะเวลาทดลองงาน การเก็บความลับทางการค้า การฝึกอบรม การแก้ไขสัญญา และอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้นายจ้างจะใส่เพิ่มเติมหรือตัดออกเองก็ได้ไม่บังคับ

3. ระยะเวลาสัญญาจ้างงาน หากมีการกำหนดระยะเวลาสัญญาจ้างงานกับลูกจ้างที่ชัดเจน เชื่อว่านายจ้างจะไม่มีปัญหาให้มานั่งปวดหัวกลุ้มใจในภายหลังอย่างแน่นอน โดยทั่วไป สัญญาจ้างงานมี 3 ประเภท ได้แก่ (1) สัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างงาน (2) สัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจ้างงาน และ (3) สัญญาชั่วคราวเพื่อทำงานเฉพาะ ทั้งนี้ หากลูกจ้างทำงานในบริษัทครบ 10 ปีขึ้นไป และทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะต่อสัญญาจ้าง ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิ์ที่จะขอเซ็นสัญญาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาจ้างงานได้ แต่สำหรับสัญญาจ้างงานที่ทำขึ้นกับชาวต่างชาติ ต้องเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างงานไม่เกิน 5 ปี เมื่อครบกำหนด จะถือว่าสัญญานั้นสิ้นสุดลง แต่ก็ยังสามารถเซ็นต่ออายุสัญญาจ้างงานได้ หลังผ่านขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับหลาย ๆ บริษัทในระหว่างทำสัญญาจ้างงานก็คือ ช่วงทดลองงาน เนื่องจากในประเทศจีนไม่บังคับให้มีช่วงทดลองงานในสัญญาจ้างงาน ดังนั้นบริษัทสามารถกำหนดช่วงระยะเวลาทดลองงานขึ้นมาเองได้ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 6 เดือน ตามกฎระเบียบจีน สัญญาทดลองงานจะไม่มีผลบังคับใช้ แต่ถ้าเกิดข้อพิพาท สัญญาทดลองงานจะถือว่าเป็นสัญญาจ้างงานแบบทางการทันที สาเหตุที่ต้องมีกฎระเบียบเช่นนี้ เพื่อป้องกันบริษัทบางแห่งเอารัดเอาเปรียบลูกจ้างให้เซ็นสัญญาที่มีช่วงระยะเวลาทดลองงานยาวนาน พอครบกำหนดช่วงทดลองงานก็จะเลิกสัญญาจ้างทันที เนื่องจากมองว่า เงินเดือนในช่วงทดลองงานของลูกจ้างค่อนข้างต่ำ สามารถประหยัดเงินค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ แต่ลูกจ้างจะได้รับความเสียหายอย่างมาก เพราะไม่มีหลักประกันคุ้มครองใด ๆ ในการทำงานให้กับตัวเอง

นอกจากนี้ เกณฑ์การผ่านงานในช่วงทดลองงานเป็นสิ่งจำเป็นอีกประการที่ขาดไม่ได้และควรระบุให้ชัดเจน หากลูกจ้างไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวจริง บริษัทสามารถเลิกสัญญาจ้างได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรมายืนยันประกอบว่า ลูกจ้างคนดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์การทดลองงานด้วยสาเหตุใด เช่น หนังสือชี้แจงหน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงานหรือกฎระเบียบการทำงานที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างงาน รวมถึงขั้นตอนการประเมินผลการทดลองงานที่ชัดเจน 

4. ค่าจ้างและสวัสดิการ เป็นประเด็นหลักที่ลูกจ้างทุกคนให้ความสำคัญในการพิจารณาตัดสินใจว่าจะทำงานนั้น ๆ หรือไม่ ในปัจจุบันแต่ละเมืองของจีนมีมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำสุดที่ไม่เท่ากัน สำหรับนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีค่าครองชีพสูง ลูกจ้างได้รับค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 2,300 หยวน/เดือน และจะได้รับสวัสดิการคุ้มครองจากค่าประกันสังคม (Five Social Insurances and Housing Fund)  ซึ่งประกอบด้วยบำเหน็จชราภาพ การประกันการเจ็บป่วย การประกันการว่างงาน การประกันการคลอดบุตร การประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน และกองทุนสะสมเพื่อที่พักอาศัย ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการจ่ายสวัสดิการส่วนนี้ร่วมกัน ไม่เพียงเท่านี้ นายจ้างยังต้องจ่ายเงินช่วยเหลือค่าที่พักอาศัยและค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างจีนทุกคนอีกด้วย ขณะที่ลูกจ้างต่างชาติจะได้รับการคุ้มครองจากการประกันภัย (Commercial Insurance) ที่นายจ้างเป็นผู้ซื้อประกันให้แทน   

5. การทำงานล่วงเวลา หากพูดถึงการทำงานล่วงเวลา (Overtime) หรือที่หลายคนคุ้นหูว่า “โอที” นั้นตามกฎหมายแล้ว ไม่ควรเกินวันละ 3 ชม. และไม่เกิน 11 ชม./กะ แต่ในความเป็นจริง อาจปฏิบัติได้อยากได้บางกรณี เช่น บริษัทธุรกิจอินเทอร์เน็ตมีการแข่งขันทางธุรกิจค่อนข้างสูงลูกจ้างจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำโอทีเป็นระยะยาวนานได้ อย่างไรก็ดี แม้ต้องทำโอทีนานแค่ไหน บริษัทก็ไม่สามารถบังคับให้ลูกจ้างออกหนังสือยินยอมว่าทำโอทีเอง หรือบอกให้ทำโอทีโดยไม่ตอกบัตร เพื่อจะได้ไม่มีบันทึกเวลาเข้าออกงานได้ เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 


หลังเลิกสัญญาจ้าง
จบเพื่อจากอย่างสวย ๆ ต้องทำอย่างไร ?

แน่นอนว่า ในระหว่างการจ้างงานมักพบเจอปัญหาต่าง ๆ มากมาย จนบางครั้งก็อาจนำไปสู่การเลิกสัญญาจ้างได้ โดยอาจเป็นฝ่ายลูกจ้างเองที่ขอเลิกสัญญา หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้นายจ้างจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญา แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม นายจ้างควรปฏิบัติตามกฎระเบียบในการจ้างงานทุกขั้นตอนให้ถูกต้องและรัดกุมที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการเลิกสัญญาจ้างงาน 

เมื่อมีการเลิกสัญญาจ้าง สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการเลิกจ้างลูกจ้างก็คือ ค่าปรับผิดสัญญาและค่าชดเชย ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันตรงที่ ค่าปรับผิดสัญญา ใช้เฉพาะกรณีลูกจ้างลาออกช่วงการฝึกอบรมและไม่เก็บความลับทางการค้า เนื่องจากเป็นการสร้างความเสียหายแก่บริษัท ลูกจ้างจึงจำเป็นต้องจ่ายค่าปรับผิดสัญญา   หากนอกเหนือจาก 2 กรณีนี้ บริษัทไม่มีสิทธิให้ลูกจ้างแบกรับค่าปรับผิดสัญญาโดยเด็ดขาด สำหรับค่าชดเชย บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยจำนวนหนึ่งให้แก่ลูกจ้างก็ต่อเมื่อเกิดกรณีจำเป็นบางอย่าง เช่น บริษัทไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด บริษัทเสนอและเห็นพ้องกับลูกจ้างในการยกเลิกสัญญาจ้าง บริษัทล้มละลายหรือถูกเพิกถอน และกรณีอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

สำหรับ มาตรฐานการชดเชย นั้น บริษัทจะพิจารณาจากระยะเวลาที่ลูกจ้างทำงานในบริษัท กล่าวคือ (1) หากลูกจ้างทำงานครบ 1 ปี บริษัทจะจ่ายค่าชดเชย 1 เท่าของเงินเดือน  (2) หากลูกจ้างทำงาน 6 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ครบ 1 ปี จะคิดเป็น 1 ปี  และ (3) หากลูกจ้างทำงานไม่ครบ 6 เดือน บริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน แต่หากบริษัทยกเลิกสัญญาจ้าง ก็ต้องจ่ายเป็น 2 เท่าของมาตรฐานค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับลูกจ้างที่มีเงินเดือนสูง บริษัทจะมีเพดานในการจ่ายค่าชดเชยให้ โดยจ่ายให้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือนเฉลี่ยในปีก่อนของลูกจ้างในพื้นที่ สูงสุดไม่เกิน 12 ปี (เงินเดือนเฉลี่ยของลูกจ้างในนครเซี่ยงไฮ้ คือ 6,503 หยวน)

คำแนะนำที่ดีทีสุดสำหรับบริษัทต่างชาติในการหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางกฎหมาย กรณีเลิกจ้างงาน คือ บริษัทควรตกลงค่าชดเชยกับลูกจ้างให้เรียบร้อยก่อน เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นมา กฎหมายแรงงานจีนมีแนวโน้มที่จะปกป้องลูกจ้างมากกว่านายจ้าง หากค่าชดเชยที่บริษัทจ่ายให้ต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศ บริษัทก็ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามมาตรฐานของประเทศ แต่หากค่าชดเชยที่ตกลงกันไว้สูงกว่ามาตรฐานของประเทศ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น บริษัทก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือค่าปรับผิดสัญญาตามมาตรฐานที่สูงกว่า 

ทั้งนี้ ปัญหาที่พบบ่อยและนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายหลังเลิกสัญญาจ้าง มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานที่บริษัทกำหนดเกี่ยวกับความสามารถในการทำงานของลูกจ้างและการโยกย้ายตำแหน่งของลูกจ้าง ดังนั้น หากบริษัทต่างชาติจะย้ายตำแหน่งของลูกจ้างที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับงาน ต้องมีหลักฐานที่มีน้ำหนักมากพอที่จะพิสูจน์ว่า ลูกจ้างคนดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติในตำแหน่งงานที่ทำอยู่จริง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง อาทิ หนังสืออธิบายรายละเอียดของงาน หรือหนังสือชี้แจงหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือถ้าจะเลิกสัญญาจ้างงานเพราะลูกจ้างทำผิดกฎระเบียบ ก็ต้องมีหลักฐานประกอบด้วยเช่นกัน เช่น หนังสือยอมรับสารภาพที่ลูกจ้างเป็นคนเขียน หนังสือลงโทษที่บริษัทออกให้ลูกจ้าง หลักฐานทางวัตถุ รูปถ่าย ข้อมูลภาพและเสียงที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎระเบียบ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะเลิกสัญญาจ้างงานกับลูกจ้าง หากบริษัทสามารถประนีประนอมหรือให้โอกาสแก่ลูกจ้างในการทำงานต่อไปได้ก็ควรทำ โดยบทลงโทษนั้นควรเริ่มจากสถานเบาไปสถานหนัก เช่น หากเป็นความผิดครั้งแรกควรว่ากล่าวตักเตือน ครั้งต่อไปออกเป็นหนังสือแจ้งเตือน และสุดท้ายจึงจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน ซึ่งกฎระเบียบวินัยที่ครอบคลุมและถูกต้องตามกฎหมายของบริษัทนี้เอง ที่จะช่วยให้นายจ้างหลีกเลี่ยงข้อพิพาทหลังเลิกสัญญาจ้างงานได้ นอกจากนี้ หากเมื่อใดก็ตามที่บริษัทพบว่า ลูกจ้างของตนกระทำทุจริตผิดกฎหมาย สามารถไปแจ้งความที่สำนักงานตำรวจ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายได้ทันที เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่เกี่ยวกับกฎระเบียบของบริษัท ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องรอการลงโทษจากสถานเบาไปสถานหนักอีกต่อไป

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สิ่งหนึ่งที่กฎหมายแรงงานได้แฝงไว้นอกเหนือจากตัวบทกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทางกฎหมายแล้วก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเป็นธรรม ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการป้องกันนายจ้างเองจากปัญหาที่อาจเกิดจากข้อพิพาททางกฎหมายด้วย บทความฉบับหน้าจะขอแนะนำ “กฎระเบียบการจ้างงานที่ควรรู้สำหรับลูกจ้างไทยในนครเซี่ยงไฮ้” ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกจ้างไทยที่ทำงานในจีนจำเป็นต้องศึกษา เพื่อให้ทราบถึงสิทธิและผลประโยชน์อันพึงได้รับของตนจากนายจ้างเช่นกัน


จัดทำโดย นางสาวศิวิมล มโนภานนท์
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้
ข้อมูลอ้างอิง
1. จากการเข้าฟังการบรรยายกิจกรรมสำหรับนักธุรกิจไทยในนครเซี่ยงไฮ้และมณฑลในเขตอาณาประจำปี 2560
ที่ทำการสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน
25
60






ปรับปรุงล่าสุด : 29 สิงหาคม 2560
โดย : นางสาวศิวิมล มโนภานนท์

นครเซี่ยงไฮ้ / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซียงไฮ้