เรียนจากผู้รู้

“โสมซานชี” ของดียูนนาน หนึ่งแนวทางการเรียนรู้สำหรับตลาดสมุนไพรไทย

ยูนนานเป็นมณฑลที่ได้รับสมญานามว่า “มณฑลแห่งสมุนไพรของจีน” จากสถิติปี 2559 ยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรจีน 6.65 ล้านหมู่ (2.77 ล้านไร่) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 มีจำนวนชนิดของสมุนไพรกว่า 6,500 ชนิด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54 ของจำนวนชนิดของสมุนไพรจีน พื้นที่เพาะปลูกและจำนวนชนิดของสมุนไพรมากเป็นอันดับ 1 ของจีน แหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ที่เมืองฉวี่จิ้ง หงเหอ นู่เจียง และเหวินซาน สมุนไพรที่มีผลผลิตมากกว่าพันล้านหยวนมี 6 ชนิด ได้แก่ ซานชี (三七) เทียนหม่า (天麻) สือหู (石斛) จ้งโหลว (重楼) เฉากั่ว (草果) และขิง ซึ่งสมุนไพรซานชีของยูนนาน ถือเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน

รู้จัก “โสมซานชี”

ซานชี (Notoginseng) หรือเรียกอีกอย่างว่า เถียนซานชี ในตำรับยาสมุนไพรจีนมักใช้ส่วนรากของต้นซานชีเป็นวัตถุดิบในการปรุงยา โดยมีสรรพคุณทำให้เลือดไหลเวียนดี บรรเทาอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบบวม และหยุดเลือดสำหรับบาดแผลภายนอก ซานชีจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับสมุนไพรตระกูลโสม เนื่องจากพบว่ามีสาร “ซาโปนิน (Saponin)”ซึ่งเป็นสารประกอบชนิดเดียวกับที่พบในโสม และจากการวิจัยทางการแพทย์ของจีนระบุว่า ซานชีมีปริมาณซาโปนินมากกว่าโสมทั่วไปกว่าเท่าตัว จึงได้รับสมญานามว่า “ราชาแห่งโสม”

ซาโปนิน มาจากภาษากรีก Sapona หมายถึงสบู่ เป็นสารทุติยภูมิที่พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ แต่ส่วนใหญ่พบมากในพืช เป็นสารประกอบประเภทไกลโคไซด์ (glycoside) มีคุณสมบัติเป็น “adaptogen” ซึ่งช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ปรับความสมดุลของความดันโลหิต เพิ่มสมรรถนะในการทำงานของร่างกายให้สูงขึ้น ต่อต้านความเครียด กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง มีผลให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่า เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ชะลอความแก่

ซานชีมีลำต้นตรง สูงประมาณ 30-80 ซม. ส่วนใบเป็นทรงกลมรี ปลายแหลม สีเขียวเรียบมันวาว จำนวน 3-7 ใบต่อหนึ่งกิ่ง ดอกซานชีมีลักษณะเป็นกลุ่มคล้ายร่ม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. แต่ละต้นมักมีเพียงหนึ่งดอก ดอกมีสีเขียว เมื่อสุกจัดจะกลายเป็นสีแดง ส่วนของรากมีลักษณะรีสั้นหรือค่อนข้างกลม ยาวประมาณ 2-5 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 ซม. ผิวนอกมีสีน้ำตาลหรือสีเขียวอมเหลือง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการใช้ทำยา โดยทั่วไป ต้นซานชีที่ดีจะมี 3 ก้าน และแต่ละก้านจะมี 7 ใบ จึงเรียกว่า “ซานชี” (ซานแปลว่าสาม และชีแปลว่าเจ็ด)

พื้นที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของซานชีต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,500-1,800 เมตร บริเวณละติจูดเหนือ 23.5 องศา สภาพอากาศอบอุ่นและชื้น ไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัด เติบโตได้ดีในที่ร่ม โดยเฉพาะในเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงและชนชาติแม้วเหวินซาน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตซานชีที่สำคัญของประเทศ ครองสัดส่วนถึงร้อยละ 95 ของจีน

ด้วยเหตุนี้ เหวินซานจึงได้ฉายาว่า “เมืองแห่งซานชีของจีน” และมีประวัติศาสตร์การปลูกซานชีมานานกว่า 400 ปี ก่อนปี 2535 การปลูกซานชีในเหวินซานส่วนใหญ่เป็นเพียงการปลูกของชนกลุ่มน้อยที่มีการบอกต่อเคล็ดลับจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกเรื่อยมา และหลังจากปี 2535 เป็นต้นมา ได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังมากขึ้นทั้งการเพาะปลูกและการแปรรูป จนปัจจุบัน อุตสากรรมซานชีกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของเขตฯ เหวินซาน ที่มีมูลค่าการผลิตถึง 11,400 ล้านหยวน (ปี 2559) และส่งออกไปหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ยุโรป และประเทศไทย

อุตสาหกรรมซานชีในยูนนานถือเป็นแหล่งเรียนรู้สมุนไพรจีนที่น่าสนใจ เราจะตามไปดูศักยภาพของซานชีในยูนนานว่าทำอย่างไรจึงมีชื่อเสียงโด่งดัง และจะพัฒนาต่ออย่างไรให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในอนาคต ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 (2559-2563)

ทำไม โสมซานชีของยูนนาน จึงโด่งดังไปไกล

หลังปี 2535 ยูนนานได้วิจัยและพัฒนาซานชีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้โสมซานชีได้รับการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (Upstream-Downstream) และเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ด้านการเพาะปลูก ภาครัฐได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรเพื่อส่งเสริมให้มีพื้นที่เพาะปลูกซานชีเพิ่มขึ้น และผลักดันการเพาะปลูกจากระบบเกษตรกรรายเดียวเป็นรูปแบบสหกรณ์

ด้านการแปรรูปและพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และศักยภาพด้านการส่งออก โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนผลิตซานชีให้ได้คุณภาพมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เช่น มาตรฐานการจัดการคุณภาพการผลิตสมุนไพรของจีน GAP (Good Agricultural Practice for Chinese Crude Drugs) ระบบควบคุมคุณภาพ 7 ประการสำหรับสมุนไพรจีน การพัฒนาโรงงานให้ได้มาตรฐานสากล GMP และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานการส่งออกในรูปแบบสินค้าออร์กานิก อาทิ มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่น (Japanese Agricultural Standard : Organic JAS mark) มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐฯ (National Organic Program : NOP)
BCS ÖKO-GARANTIE ของเยอรมนี ECO ของยุโรป และ SGS ของสวิตเซอร์แลนด์

ระบบควบคุมคุณภาพ 7 ประการสำหรับสมุนไพรจีน (7S Quality Assurance and Management System) เกิดขึ้นภายใต้ “แผนพัฒนาและอนุรักษ์สมุนไพรจีน 2558-2563” สังกัดสำนักงานกำกับดูแลแพทย์แผนจีน (State Administration of Traditional Chinese Medicine) โดยควบคุมคุณภาพ 7 ด้าน ได้แก่ วัตถุดิบ การเพาะปลูก การแปรรูป การตรวจสอบ บรรจุภัณฑ์ โกดัง และระบบติดตาม บริษัทแรกที่ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ 7S ได้แก่ Yunnan Notoginseng (云三七) เมื่อเดือน พ.ค. 2558

GMP (Good Manufacturing Practice) เป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดพื้นฐานที่จำเป็นในการควบคุมการผลิตอาหาร จัดทำขึ้นโดยหน่วยงานมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือโคเด็กซ์ (CODEX) เพื่อให้สมาชิกทั่วโลกใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

นอกจากนี้ รัฐบาลยูนนานยังพยายามส่งเสริมและบ่มเพาะบริษัทผลิตซานชีที่มีศักยภาพให้กลายเป็นบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงของจีน อาทิ Yunnan Baiyao (云南白药) Yunnan Notoginseng (云南三七科技) Kunming Pharmaceutical Group (昆明制药集团) Kunming Shenghuo Pharmaceutical Group (昆明圣火药业) win-hey (weihe Pharma云南维和制药) Miaoxiang Notoginseng (苗乡三七) Wenshan Huaxin Notoginseng (文山华信三七) เพื่อให้มณฑลยูนนานกลายเป็นแหล่งรวมบริษัทผู้ผลิตซานชีคุณภาพดีระดับ High-End

ด้านการวิจัย มีการก่อตั้งสถาบันวิจัยสำหรับซานชีโดยเฉพาะ อาทิ ศูนย์วิจัยซานชีของมหาวิทยาลัยเหวินซาน และศูนย์วิจัยระดับมณฑล Yunnan Sanqi Biotechnology and Pharmaceutical Engineering Research Center ของบริษัท Yunnan Notoginseng ปัจจุบัน ยูนนานมีนักวิจัยระดับสูงด้านซานชีกว่า 2,000 คน

การส่งเสริมให้ภาคเอกชนวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง เพื่อขจัดอุปสรรคที่พบเจอ เช่น บริษัท Miaoxiang Notoginseng ได้ก่อตั้งสวนสาธิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมุนไพรซานชี บนพื้นที่ 260 หมู่ (108 ไร่) และร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนาน และศูนย์วิจัยสมุนไพรจีนของสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน เพื่อวิจัยการเพาะปลูกสมุนไพรซานชีอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาซานชี มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานหากปลูกซ้ำ ๆ ในพื้นที่เดิม (ต้องเว้นระยะเวลานาน 10-20 ปี จึงจะปลูกซ้ำในที่เดิม) จึงมีการวิจัยทดลองปลูกซานชี 2 รูปแบบ เพื่อให้ได้ซานชีที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ ทดลองเปลี่ยนดินในการปลูก และปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมด้วยเมล็ดพันธุ์ใหม่ ซึ่งบริษัทสามารถพัฒนาสายพันธุ์ของซานชีใหม่ได้หลายชนิด เช่น Miaoxiang Sanqi 1, Dianqi 1 และ Wenshan Kangqi 1

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการวิจัยเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เช่น บริษัท Yunnan Notoginseng ได้พัฒนาซานชีให้เป็นผงที่มีความละเอียดสูง และบรรจุในซองสำเร็จรูปสำหรับชงดื่ม (Superfine Notoginseng Powder) ที่มีลักษณะคล้ายกาแฟสำเร็จรูป 3 in 1 ส่วนบริษัท Yunnan Baiyao ใช้ซานชีเป็นส่วนผสมของยาสีฟัน เพื่อให้มีสรรพคุณเพิ่มเติมในการลดอาการบวมอักเสบหรือเลือดออกตามไรฟัน แตกต่างจากยาสีฟันทั่ว ๆ ไป กลายเป็นยาสีฟันขายดีอันดับต้น ๆ ของจีน ที่มียอดจำหน่ายในปี 2559 สูงถึง 4,000 ล้านหยวน กลายเป็นต้นแบบการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาซานชีให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกเหนือจากการนำรากของซานชีมาตากแห้งและบรรจุกล่องจำหน่ายแล้วปัจจุบัน ยังนำรากแห้งของซานชีมาแปรรูปให้มีความหลากหลาย อาทิ ซานชีชนิดแผ่นนำไปทำซุป ชนิดผงสำหรับชงดื่มหรือโรยในอาหาร แบบเม็ดพร้อมทาน แบบแคปซูล ดอกซานชีสำหรับชงเป็นชา และยังมีการสร้างผลิตภัณฑ์เป็นซีรีย์ เช่น ซีรีย์ชุดของขวัญ ซีรีย์สำหรับพกพา ซีรีย์คลาสสิก ที่มีทั้งแบบกล่องเล็ก กล่องใหญ่ และหลากหลายราคาให้เลือกสรร ขณะเดียวกัน บรรจุภัณฑ์ก็ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยและสวยงาม สะดวกในการพกพาและพร้อมรับประทาน แถมยังเป็นของฝากที่ถูกใจสำหรับผู้รักสุขภาพอีกด้วย

ด้านการตลาด ซานชีหาซื้อได้ไม่ยาก เพราะมีขายทั้งทางออนไลน์ในลักษณะ Flagship Store และออฟไลน์ในลักษณะร้านแฟรนไชส์หรือร้านขายยาที่มีชื่อเสียง และยังมีการติดตั้งระบบ QR Code บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า นอกจากนี้ เขตฯ เหวินซานยังได้เปิดบริการศูนย์ซื้อขายนานาชาติซานชี (文山三七国际交易中心) ซึ่งเป็นศูนย์ซื้อขายเฉพาะสมุนไพรซานชีอย่างเดียวแห่งแรกของจีน

บริษัทผู้จำหน่ายซานชีบางรายยังได้จัดทำคู่มือบรรยายสรรพคุณซานชีอย่างละเอียดให้กับลูกค้า ทั้งในแง่ของประวัติบริษัท รายละเอียดผลิตภัณฑ์ งานวิจัย รวมถึงกระบวนการผลิตตั้งแต่ขั้นการเลือกพันธุ์ เพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป บรรจุ และตรวจสอบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและการใช้สมุนไพรซานชีอย่างถูกต้อง และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์

การมีเรื่องราว (Story) เป็นอีกหนึ่งการตลาดที่ทำให้ซานชีถูกจดจำมากยิ่งขึ้น โดยมีตำนานเล่าว่า ในอดีต มีชายหนุ่มชื่อ “จางเสี่ยวเอ้อ (张小二)” ป่วยด้วยโรคเลือด มีอาการเลือดไหลทางปาก จมูก และทวาร ต่อมามีหมอแซ่เถียน (田) ช่วยรักษา โดยนำรากของพืชชนิดหนึ่งมาบดเป็นผงให้จางเสี่ยวเอ้อทานและทาตามจุดที่เลือดออก เพียงครู่เดียว เลือดก็หยุดไหลและอาการดีขึ้น จากนั้นหมอเถียนได้มอบเมล็ดพันธุ์ของสมุนไพรดังกล่าวให้แก่จางเสี่ยวเอ้อ ซึ่งจางเสี่ยวเอ้อได้นำไปปลูกในสวนและดูแลอย่างดี

ผ่านไป 1 ปี บุตรสาวของเจ้าเมืองป่วยด้วยโรคเดียวกับจางเสี่ยวเอ้อ เจ้าเมืองประกาศว่า ใครก็ตามที่รักษาบุตรสาวของตนให้หายได้ หากเป็นผู้อาวุโสจะมอบเงินหนึ่งพันตำลึง หากเป็นชายหนุ่มจะรับเป็นเขย เมื่อจางเสี่ยวเอ้อรู้ข่าว จึงรีบขุดรากสมุนไพรและเดินทางเข้าเมืองทันที เมื่อเดินทางถึงตำหนักเจ้าเมือง จางเสี่ยวเอ้อนำรากสมุนไพรมาบดให้บุตรสาวเจ้าเมืองทาน ผลปรากฏว่า บุตรสาวเจ้าเมืองกลับเสียชีวิต

เจ้าเมืองโกรธมาก สั่งลงโทษจางเสี่ยวเอ้อทันที จางเสี่ยวเอ้อสารภาพว่า ยาสมุนไพรชนิดนี้เป็นของหมอเถียน เจ้าเมืองจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปจับหมอเถียนมาลงโทษในข้อหาฆ่าคนตาย เมื่อหมอเถียนเดินทางมาถึงตำหนักเจ้าเมือง ได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงกล่าวว่า สมุนไพรชนิดนี้สามารถรักษาอาการเลือดไหลได้ชะงัด แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นสมุนไพรที่มีอายุ 3-7 ปีเท่านั้น สมุนไพรที่จางเสี่ยวเอ้อนำมาใช้มีอายุเพียง 1 ปี ย่อมไม่มีสรรพคุณทางยา จึงไม่สามารถช่วยชีวิตบุตรสาวเจ้าเมืองได้ และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของตน หมอเถียนได้ใช้มีดกรีดขาตนเอง จากนั้นจึงทานสมุนไพรที่ตนเองนำมาและทาไปบนบาดแผล ปรากฏว่า เลือดหยุดไหลทันที

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนจึงเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า “ซานชี” เพื่อเตือนให้รู้ว่า สมุนไพรชนิดนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีอายุ 3-7 ปี และเนื่องจากหมอท่านนี้แซ่เถียน จึงมีผู้คนนิยมเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า “เถียนซานชี” และด้วยสรรพคุณที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก ซานชียังได้รับฉายาว่า “เอาทองมาแลกก็ไม่ยอม” และ “สมุนไพรเทวดาแห่งแดนใต้”

ซานชียังเคยเป็น “ทูตแห่งสุขภาพ” เชื่อมความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น โดยนายโจว เอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน ได้มอบซานชีให้กับนายคากุเอะ ทานากะ อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น เมื่อเดือน ก.ย. 2515 และบอกว่า “นี่คือยามหัศจรรย์ของจีน”

ล่าสุด เมื่อเดือน เม.ย. 2558 นายหาน เจิ้ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์นครเซี่ยงไฮ้ ได้เดินทางเยือนเหวินซาน ขณะเดินชมแปลงสาธิตซานชีของเกษตรกร ได้กล่าวว่า “ฉันจะเริ่มกินซานชีบ้าง พวกเธอปลูกซานชีได้อย่างน่าไว้วางใจ ฉันจะช่วยพวกเธอประชาสัมพันธ์ซานชี” หลังจากนั้นไม่นาน โครงการ “ผลิตภัณฑ์ยูนนานสู่เซี่ยงไฮ้” ก็เกิดขึ้น และร้านที่ขายเฉพาะซานชีได้เปิดให้บริการในนครเซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรก

ช่วงปี 2532 ยูนนานมีพื้นที่ปลูกซานชี 71,000 หมู่ (29,583 ไร่) ผลผลิต 1,384 ตัน แต่ในเวลานั้นผลผลิตล้นตลาดและราคาตก เกษตรกรหลายรายจึงเลิกปลูก จนพื้นที่เพาะปลูกซานชีในยูนนานลดลงอย่างมากเหลือเพียง 28,000 หมู่ (11,667 ไร่) ในปี 2535 และผลผลิตมีเพียง 386 ตัน หลังจากปี 2535 ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมซานชีอย่างจริงจัง ทำให้ซานชีของยูนนานมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น ผลผลิตต่อไร่ของซานชีจาก 50 กก./หมู่ ในปี 2535 เพิ่มเป็น 180 กก./หมู่ ในปี 2558 และปัจจุบัน ยูนนานมีพื้นที่เพาะปลูกซานชีมากถึง 1 ล้านหมู่ (416,667 ไร่) โดยเป็นพื้นที่ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ 380,000 หมู่ (158,333 ไร่) ผลผลิตรวม 49,000 ตัน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 30,000 คน และอุตสาหกรรมซานชีทั้งหมดของยูนนานสร้างรายได้กว่า 22,300 ล้านหยวน นอกจากนี้ บริษัทยาในยูนนานที่มีรายได้สูงสุด 30 อันดับแรก ครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตซานชี

การพัฒนาก้าวต่อไปของซานชีในมณฑลยูนนาน

ซานชีถือเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมยาชีวภาพและสุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 8 สาขาที่รัฐบาลยูนนานส่งเสริมการลงทุน และเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2559 รัฐบาลยูนนานได้ประกาศ “แผนพัฒนาอุตสาหกรรมซานชีมณฑลยูนนาน” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 (ปี 2559-2563) โดยมีเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรมซานชีให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีรายได้ทะลุหลักแสนล้านหยวนภายในปี 2563 โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้าน คือ วัตถุดิบซานชี เทคโนโลยีและการวิจัย และการตลาด

มณฑลยูนนานส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ 8 สาขา ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 (2559-2563) ได้แก่ (1) ยาชีวภาพและสุขภาพ (2) การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม (3) เทคโนโลยีสารสนเทศ (4) โลจิสติกส์สมัยใหม่ (5) เกษตรที่ราบสูงสมัยใหม่ (6) วัตถุดิบใหม่ (แร่หายาก) (7) เครื่องจักรกล และ (8) อาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค

วัตถุดิบซานชี เน้นการพัฒนาเพื่อให้ได้ซานชีที่ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบเริ่มต้นที่สำคัญ การพัฒนาจะยังคงยกระดับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ เพาะปลูก แปรรูป (ล้าง ตกแต่ง แบ่งเกรด ตากแห้ง) บรรจุภัณฑ์ ระบบติดตาม รวมถึงส่งเสริมให้เพาะปลูกเป็นออร์กานิกมากขึ้น

เทคโนโลยีและการวิจัย อุตสาหกรรมซานชีของยูนนานแม้จะก้าวไปอย่างรวดเร็ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการผลิตแบบดั้งเดิมที่นำรากของซานชีมาแปรรูป และส่วนมากใช้บริโภคในรูปแบบชนิดผง จำเป็นต้องพัฒนาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความหลากหลายและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ของโสมซานชีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ สกัดเป็นยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

การพัฒนาในเชิงการแพทย์และยารักษาโรค โดยเฉพาะการสกัดสารซาโปนินเพื่อใช้ทำยาป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดอุดตันที่หัวใจและสมอง และโรคร้ายแรงอื่น ๆ ผนวกกับการขยายความร่วมมือกับโรงพยาบาล ศูนย์ตรวจร่างกาย บ้านพักคนชรา และศูนย์พักฟื้นร่างกาย เพื่อทดลองทางคลีนิกและประยุกต์ใช้ตัวยาในการรักษาโรคหลอดเลือดอุดตัน การต้านการอักเสบ และการต้านมะเร็ง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับบริษัทยาที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนายาซานชีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนายาสำเร็จรูปให้สนองความต้องการผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย อาทิ ยาเม็ดซอฟเจล (Softgel) ชนิดพ่น ชนิดน้ำพร้อมดื่ม ยาลูกกลอน ยาเหน็บ (บรรเทาริดสีดวงทวาร) Sustained Release Tablets และ Controlled Release Tablets ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพพร้อมดื่ม เช่น ชา เหล้า น้ำซุป เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่นอกเหนือไปจากยาสีฟัน เช่น น้ำยาบ้วนปาก เครื่องสำอาง และ สกินแคร์

การตลาด ยังคงส่งเสริมการใช้สมุนไพรภายในประเทศ พัฒนาการสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียม E-Commerce การสร้างแอพริเคชั่นซานชีโดยเฉพาะ การหาเวทีประชาสัมพันธ์ซานชีให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน การสร้างความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทอาหารและเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนาเป็นรายการอาหารเพื่อสุขภาพใหม่ ๆ โดยมีซานชีเป็นส่วนผสม และสร้างความร่วมมือกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อพัฒนาแหล่งเพาะปลูกซานชีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แหล่งฝึกอบรม และศูนย์สาธิตอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

Sustained Release Tablets คือ ยาที่มีรูปแบบการปลดปล่อยยาอย่างช้า ๆ เป็นระยะเวลานาน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น Controlled Release Tablets คือ การปลดปล่อยยาในอัตราคงที่ และความเข้มข้นของยาไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ยาเข้าสู่ร่างกาย

อุตสาหกรรมซานชีของมณฑลยูนนานโด่งดังและมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง นอกเหนือจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบแล้ว จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีและการวิจัยมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาโสมซานชีสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และยังมีส่วนเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งนี้ ด้วยนโยบาย Smart Herb 4.0 ของรัฐบาลไทยในปัจจุบันที่ต้องการส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทย ไทยสามารถศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์ของยูนนานที่สามารถพัฒนาสมุนไพรซานชีให้เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการ คือ รัฐบาลยูนนานได้ให้ความสำคัญกับการแปรรูปสมุนไพรให้มีความหลากหลาย สร้างบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและทันสมัย เพื่อเป็นของฝากระดับพรีเมียม การทำตลาดเชิงรุก การมีเรื่องราว รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่านคู่มือที่มีการบรรยายสรรพคุณซานชี รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ งานวิจัย รวมถึงกระบวนการผลิตอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเรียนรู้ให้กับตลาดสมุนไพรไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม

สรรพคุณของซานชี

1. ซานชีชนิดผงดิบ (ซานชีตากแห้งและนำไปบด) มีสรรพคุณลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด และควบคุมน้ำตาลในเลือด/ ทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดี ป้องกันและรักษาผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจ/ หากมีบาดแผลภายนอก สามารถใช้ในการห้ามเลือด/ บำรุงตับ/ ชะลอความแก่ และต้านมะเร็ง/ ทำให้ระบบความจำดีขึ้น

2. ซานชีชนิดผงสุก (ซานชีที่ผ่านความร้อนและนำไปบด) มีสรรพคุณบำรุงเลือด บำรุงร่างกาย ลดความเมื่อยล้า เพิ่มภูมิคุ้มกัน/ ส่งผลดีด้านความงาม ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ฝ้า กระ และริ้วรอยจางลง

3. ดอกซานชีมีสรรพคุณลดความดันโลหิต/ ลดความร้อนในร่างกาย/ มีผลดีต่อระบบประสาท จึงทำให้หลับสบาย

*********************************************

แหล่งข้อมูล
- จากการติดตาม ออท. ณ กรุงปักกิ่ง และ กสญ. ณ นครคุนหมิง เดินทางเยือนเหวินซาน ระหว่างวันที่ 16-18 มิ.ย. 2560
- http://www.mofcom.gov.cn/article/resume/n/201706/20170602588290.shtml
- http://www.yn.gov.cn/yn_zwlanmu/qy/wj/yzbf/201611/P020161107607067345060.pdf
- http://www.chinanews.com/life/2016/05-19/7875975.shtml
- http://www.sanqi100.com/article/read/id/1243.html
- http://www.qg37.com/news_show.asp?id=22
- http://www.37.gov.cn/
- http://www.hongchenlianhua.com/
- http://yn.yunnan.cn/html/2017-06/05/content_4845007.htm