|
ประชากร
เขตปกครองตนเองทิเบตเป็นมณฑล/เขตปกครองตนเองที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดในประเทศจีน ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ทางใต้และตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ตอนกลางของแม่น้ำหยาหลู่จ้างปู้ แม่น้ำลาซา และแม่น้ำเหนียนฉู่ ในเขตปกครองตนเองทิเบต ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวชนชาติทิเบต รองลงมาคือ ชนชาติฮั่น ชนชาติหุย ชนชาติเหมินปา ชนชาติลั่วปา ชนชาตินู่ และชนชาติน่าซี เป็นต้น ประชากรชนชาติทิเบตของจีนอาศัยอยู่ในเขตปกครองตนเองทิเบตมากที่สุด โดยมีบางส่วนอาศัยอยู่ในมณฑลชิงไห่ มณฑลกานซู่ มณฑลเสฉวน และมณฑลยูนนาน เป็นต้น
สิ้นปี 2551 เขตปกครองตนเองทิเบตมีประชากรจำนวน 2.87 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน 2.93 หมื่นคน มีอัตราการเกิดของประชากรร้อยละ 15.5 อัตราการตายของประชากรร้อยละ 5.2 และอัตราการขยายตัวของประชากรร้อยละ 10.3 ส่วนประชาการที่มีงานทำมีจำนวน 1.63 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.92 หมื่นคน โดยประชากรที่มีงานทำในเขตเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้น 1.9 หมื่นคน
ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
เริ่มปรากฎหลักฐานมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ช่วง 11,000 -12,000 ปีก่อนคริสตศักราช ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือและภาคใต้จากหุบเขาหย่าหลู่จ้างปู้ ( Yarlung Zangbo) ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศอินเดีย จีน และเอเชียตะวันออก หลักฐานการมีอยู่ของประเทศทิเบตเดิมปรากฎเด่นชัดว่าเริ่มมีร่องรอยของอาณาจักรเกิดขึ้นในช่วงสมัยศตวรรษที่ 7 โดยเป็นอาณาจักรอิสระมีเมืองลาซ่าเป็นเมืองหลวง และมีลัทธิโบน ( Bonism ) เป็นลัทธิที่เก่าแก่ของทิเบต ซึ่งลัทธิดังกล่าวนั้นมีการบูชาสวรรค์ เทวดา และต้นไม้ ทิเบตเริ่มมีความสัมพันธ์กับประเทศจีนในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง ( ค.ศ. 618 – 906 ) เมื่อกษัตริย์สองตะสันกัมโปแห่งทิเบต ตีได้เมืองเสฉวน กษัตริย์ถังไทจงในสมัยราชวงศ์ถังจึงสร้างสัมพันธไมตรีด้วยการยกเจ้าหญิงบุนเซ้งกงจู๊เป็นมเหสี ในขณะเดียวกันทิเบตก็เริ่มคุกคามเนปาล กษัตริย์เนปาลจึงสร้างสัมพันธไมตรีด้วยการยกเจ้าหญิงกฤกุฎเทวีเป็นมเหสี ซึ่งองค์หญิงทั้งสองต่างเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และได้อัญเชิญพระพุทธรูปและพระคัมภีร์เข้าไปในทิเบต ทำให้พระเจ้าสองตะสันกัมโปศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพร้อมทั้งสร้างวัดทางพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในทิเบต ชื่อวัด “โจกัง” ( Jokhang ) ณ เมืองลาซา และเป็นช่วงที่ทิเบตเริ่มต้นรับศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้ามาสู่ประเทศ
ศตวรรษที่ 8 พระปัทมสัมภวะ ( Padmasambhava ) ได้รับการอาราธนาเข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศทิเบต และเป็นต้นกำเหนิดนิกายนยิงมะปะ หลังจากนั้นก็เริ่มมีพระภิกษุอินเดียหลายท่านเดินทางมาเผยแผ่ศาสนาพุทธที่ทิเบต
ศตวรรษที่ 12 พระภิกษุอินเดียลี้ภัยไปทิเบตเนื่องจากการรุกรานของมุสลิมในอินเดีย
ศตวรรษที่ 13 ทิเบตตกอยู่ภายใต้การปกครองของมองโกลจนถึงศตวรรษที่ 18 โดยปี ค.ศ. 1270 กุบไลข่านปกครองทิเบต และทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาสายลามะนิกาย
ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรมองโกลล่มสลายลง หลังจากนั้นทิเบตก็ได้เปลี่ยนจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบประมุขทางศาสนา หรือองค์ดาไลลามะ ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดของชาวทิเบต เป็นประมุขปกครองศาสนจักรและราชอาณาจักร
ปี ค.ศ.1720 ในยุคสมัยของราชวงศ์ชิง เป็นช่วงเวลาสันติสุขระหว่างราชวงศ์ชิงและทิเบต โดยกษัตริย์ราชวงศ์ชิงได้มีการอัญเชิญองค์ดาไลลามะเสด็จไปสนทนาธรรมหลายครั้ง
ปี ค.ศ.1949 เป็นช่วงที่กองทัพจากจีนได้รุกรานเข้าทิเบตหลายครั้งและองค์ดาไลลามะได้ลี้ภัยไปยังประเทศอินเดีย
เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.1951 ประเทศจีนประกาศให้ทิเบตเป็นเขตการปกครองตนเองภายใต้การปกครองรูปแบบเดิมคือ มีองค์ดาไลลามะเป็นผู้นำ ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์
ปี ค.ศ.1965 เขตการปกครองตนเองทิเบตได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ และเนื่องด้วยการปฎิวัติวัฒนธรรม โดยมีการประกาศห้ามนับถือศาสนาของพรรคคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้วัดต่างๆของทิเบตได้ถูกทำลายลงกว่า 4,000 แห่ง
ปี ค.ศ.1976 -1980 การประกาศห้ามนับถือศาสนาได้ถูกยกเลิกไป วัดทางศาสนาพุทธได้กลับมาทำการบูรณะอีกครั้ง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีการประท้วงจากชาวทิเบตเนื่องจากการเลือกปฎิบัติในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ปี ค.ศ.1990 เขตปกครองตนเองพิเศษทิเบตถูกปกครองอย่างเข้มงวดจากพรรคคอมมิวนิสต์ และประกาศกฎอัยการศึกในปี ค.ศ.1989
ในปีที่ผ่านมาไม่นานมีการร้องเรียนจากนานาประเทศถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทิเบต และกดดันให้รัฐบาลจีนปกครองทิเบตอย่างเป็นกลาง
เดือนมกราคม ปี ค.ศ.2000 ทิเบตถูกปกครองด้วยความตึงเครียดอีกครั้ง และองค์การ์มาปะซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาที่ดำรงตำแหน่งสูงเป็นอันดับสามของทิเบต รองจากองค์ดาไลลามะ และปันเชนลามะ ได้อพยพลี้ภัยไปยังประเทศอินเดีย
|
ภูมิอากาศ
เขตปกครองตนเองทิเบตมีภูมิอากาศที่หลากหลาย และเป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “เมืองที่ไม่มีฤดูกาล แต่ฤดูกาลทั้งสี่จะเกิดขึ้นได้ในวันเดียว” พื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทิเบตมีลักษณะภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง ส่วนพื้นที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างชุ่มชื้น นั่นคือทิเบตเป็นเขตที่มีความแตกต่างของอากาศร้อนแห้งและชุ่มชื้นภายในพื้นที่ที่ชัดเจน และความแตกต่างของอุณหภูมิในเวลากลางวันและกลางคืนสูง โดยในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิอากาศแห้งแล้ง และที่มีลมแรง ความกดอากาศต่ำ ปริมาณออกซิเจนในอากาศน้อย ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ทางตอนใต้โดยเฉลี่ย 2,500 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำฝนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 5,000 มิลลิเมตร ส่วนพื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะมีปริมาณน้ำฝนน้อยลงตามลำดับ ซึ่งในบางพื้นที่นั้นมีปริมาณน้ำฝนเพียง 50 มิลลิเมตรต่อปีเลยทีเดียว
เนื่องจากเขตปกครองตนเองทิเบตเป็นเขตที่มีพื้นที่สูง ความกดอากาศต่ำ จึงมีปริมาณออกซิเจนในอากาศน้อย และมีปริมาณแสงแดดมากกว่าพื้นที่ที่อยู่ในเส้นละติจูดเดียวกันถึงหนึ่งเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ซึ่งเขตพื้นที่นี้เป็นเขตที่มีจำนวนชั่วโมงในการรับแสงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่ในมณฑลอื่นๆของประเทศ โดยมีช่วงเวลาในการรับแสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยถึง 3, 021 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่เมืองเซี่ยงไฮ้มีจำนวนชั่วโมงในการรับแสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยเพียง 1,932.5 ชั่วโมงต่อปี
อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยุ่ที่ประมาณ 8 องศาเซลเซียส โดยที่ราบทางตอนเหนือมีอุณหภูมิเฉลี่ย – 2 องศาเซลเซียส พื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ย 10 องศาเซลเซียส เดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่มีอากาศดีที่สุดของปี เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนนั้นเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก
ทรัพยากรธรรมชาติ
มีการค้นพบทรัพยากรแร่ธาตุกว่า 70 ชนิดในเขตปกครองตนเองทิเบตและมีการทำการสำรวจแล้วกว่า 26 ชนิด ทั้งนี้มีทรัพยากรแร่ธาตุจำนวน 12 ชนิดที่มีปริมาณมากจัดอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศ โดยมีธาตุโลหะโครเมียม คิดเป็นร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งประเทศ และทิเบตฏ้ยังเป็นแหล่งธาตุลิเธียมที่สำคัญซึ่งมีปริมาณสำรองเป็นอันดับสองของประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีหินแร่ผลึกโบลัม ซึ่งในเขตพื้นที่นี้มีปริมาณแร่ดังกล่าวมากเป็นอันดับสามของประเทศ แร่ Arsenic มีปริมาณมากเป็นอันดับสี่ของประเทศ แร่ยิปซั่มมีปริมาณมากเป็นอันดับสองของประเทศ ดินสำหรับทำเครื่องเคลือบและเซรามิค (Porcelain Clay) มีมากเป็นอันดับห้าของประเทศ และมีการสำรวจพบแร่ทองแดงจำนวน 87 ล้านตันทางภาคตะวันออกของทิเบต โดยรัฐบาลได้จัดสรรกองทุนเพื่อการพัฒนาแหล่งแร่ดังกล่าวแล้ว โดยได้ให้ชื่อว่าเหมืองแร่ยู่หลง ( Yulong Copper Mine ) และคาดการณ์ว่าจะสามารถสำรองแร่ทองแดงไว้ได้ 6,500,000 ตัน
นอกจากนี้บริเวณที่ราบแอ่งกระทะไฉต๋ามู่ ( Qaidam Basin ) ยังเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญ ซึ่งที่มีการผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 20 ล้านตันต่อปี และยังมีทรัพยากรเกลือ ธาตุโพแทสเซี่ยมคาร์บอเนต ( Potash ) ธาตุตะกั่ว สังกะสี ทองคำ และเยื่อหินทนไฟ ในบริเวณที่ราบดังกล่าวอีกด้วย
เขตปกครองตนเองทิเบตยังมีแหล่งผลิตพลังงานจากธรรมชาติที่สำคัญอีกอย่าง ได้แก่ พลังงานน้ำ โดยพลังงานน้ำในธิเขตพื้นที่ทิเบตสามารถนำมาผลิตกระแสไฟไฟฟ้าได้จำนวน 200 ล้านวัตต์ต่อปี คิดเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศ และยังมีพลังลม โดยมีพลังงานลมโดยประมาณ 93,000 ล้านกิโลวัตต์ โดยปัจจุบันทิเบตมีการใช้พลังงานลมเป็นอันดับเจ็ดของประเทศ และสุดท้ายคือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเขตนี้มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในประเทศจีนเนื่องจากได้รับปริมาณแสงอาทิตย์ 3,100 – 4,000 ชั่วโมงต่อปี เฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน
เขตการปกครองตนเองทิเบตมีจำนวนสัตว์ป่า คิดเป็นร้อยละ 22.7 ของทั้งประเทศ ซึ่งในอัตราส่วนดังกล่าวโดยมีจำนวนสัตว์ป่าเฉพาะท้องถิ่นทิเบตคิดเป็นร้อยละ 40 ทั้งนี้สัตว์ป่าทั่วไป ได้แก่ ละมั่ง วัวป่าขนยาว (Yak) เสือขนยาว (Snow leopard) กวาง เป็นต้น
นอกจากนี้ ทิเบตก็ยังมีทรัพยากรป่าและพันธูไม้นานาชนิดกว่า 4,000 ชนิด และพืชสมุนไพรกว่า 500 ชนิด ที่สามารถใช้ในการทำยาสมุนไพรจีนได้ รวมถึงยังมีพืชสมุนไพรทิเบตอีก 1,100 ชนิด
|