“หน้าตา” เทรนด์ใหม่ทางเทคโนโลยีของโลกอนาคต

“หน้าตา” เทรนด์ใหม่ทางเทคโนโลยีของโลกอนาคต

คำกล่าวที่ว่ามีหน้าตาเป็นอาวุธ ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่า ใช้ประโยชน์ได้จริงในยุคปัจจุบันนี้ และยังมีแนวโน้มว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ทางเทคโนโลยีต่อไปในอนาคต โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัท Apple ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ iPhone X และหนึ่งในฟังก์ชันที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในโลกโซเชียลก็คือ ฟังก์ชันสแกนใบหน้า (Face ID) เพื่อปลดล็อกเครื่องโทรศัพท์นั่นเอง ฟังก์ชันนี้ได้นำเอาเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Face Recognition) มาใช้งาน แต่ใช่ว่าจะมีแต่ Apple เท่านั้นที่ใช้ประโยชน์จากการสแกนใบหน้า ประเทศจีนเองก็ล้ำสมัยไม่แพ้กัน โดยในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการนำเทคโนโลยีสแกนใบหน้ามาใช้กับระบบสาธารณูปโภคอย่างแพร่หลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM ของธนาคาร Agricultural Bank of China และ China Merchants Bank การรับพัสดุไปรษณีย์ การจำกัดการใช้กระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ การยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่สถานีรถไฟ รวมถึงสายการบิน  China Southern Airlines ที่ใช้การสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนก่อนขึ้นเครื่อง ล่าสุด จีนได้ตอกย้ำความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาให้สามารถใช้หน้าตาในการชำระค่าสินค้าและบริการได้ !

ปัจจุบัน ผู้บริโภคในประเทศจีนมีช่องทางการชำระค่าสินค้าและบริการที่หลากหลาย อาทิ ชำระด้วยเงินสด บัตรเครดิต และแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแน่นอนว่าการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณการว่า ไตรมาสแรกของปี 2560 จะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 606.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้หลายเมืองในประเทศจีนมีการใช้จ่ายด้วยเงินสดน้อยลง จนกลายเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม จีนยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาอุปกรณ์ภายนอกต่าง ๆ และใช้เพียงร่างกายมนุษย์ในการดำเนินการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง

Alipay ให้ใช้หน้าตาซื้อข้าวกินได้

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560  Alipay หนึ่งในผู้ให้บริการแอปพลิเคชันชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของจีน ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้ Alibaba Group ของนายแจ็ก หม่า เศรษฐีจีนคนดัง ได้เปิดทดลองใช้งานฟังก์ชันใหม่ ใช้หน้าตาจ่ายเงิน ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีการจดจำใบหน้ามาใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับการชำระเงินออนไลน์เป็นรายแรกของโลก และทำให้สังคมไร้เงินสดของจีนก้าวกระโดดไปอีกขั้น โดยได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการในร้าน KPRO ของ KFC ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าว่านเซี่ยงเฉิงในนครหางโจว เมื่อลูกค้าสั่งอาหารผ่านเครื่องบริการตัวเองที่ติดตั้งอยู่ภายในร้านเรียบร้อยแล้ว ให้เลือกการจ่ายเงินด้วยหน้าตา ระบบจะทำการจำแนกใบหน้าประมาณ 1-2 วินาที จากนั้นจะให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชี Alipay เมื่อยืนยันเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมานี้ กินเวลาไม่ถึง 10 วินาทีเท่านั้น ! ในเบื้องต้นยังจำกัดจำนวนเงินในการใช้จ่ายอยู่ที่ไม่เกิน 500 หยวน/ครั้ง และไม่เกิน 1,000 หยวน/วัน หากต้องการเริ่มใช้งานฟังก์ชันการใช้หน้าตาจ่ายเงินเป็นครั้งแรก จะต้องเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้ผ่านแอปพลิเคชัน Alipay ในโทรศัพท์มือถือก่อน หลังจากนั้นเมื่อชำระเงินด้วยหน้าตาในครั้งต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถืออีก

การชำระเงินด้วยวิธีนี้ทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องพกโทรศัพท์ ไม่ต้องจำรหัสผ่าน แบตเตอร์รีมือถือหมดก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถใช้หน้าตาของตัวเองในการจ่ายเงินได้ เพราะหน้าตาก็คือรหัสผ่านที่ง่ายและสะดวกสบาย ระบบทำงานโดยใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับใบหน้ามาประกอบกับขั้นตอนในการตรวจสอบว่าเป็นใบหน้าที่คล้ายกับใบหน้าของคนจริง ๆ หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถป้องกันการปลอมแปลงจากการใช้ซอฟต์แวร์สร้างภาพ 3 มิติ การพิมพ์ 3 มิติ หรือการใช้คลิปวิดีโอได้ นอกจากจะสามารถแยกแยะใบหน้าคนทั่วไปแล้ว Alipay ยังไม่หยุดแค่นั้น ยังได้ทดลองใช้กับกรณีที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ใบหน้าของแฝด 2 แฝด 4 ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าระบบสามารถแยกแยะออกได้อย่างง่ายดาย

Jingdong ทดลองใช้หน้าตาซื้อของ

ด้าน Jingdong ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถืออีกรายก็ไม่พลาดเทรนด์ใหม่นี้เช่นกัน โดยเปิดให้ทดลองใช้หน้าตาในการชำระค่าสินค้าและบริการในร้านค้าออฟไลน์ของตนเป็นการภายใน (Beta Test) แต่ยังไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปได้ใช้งาน เริ่มแรกผู้ใช้ต้องอัปโหลดรูปหน้าตรงของตัวเองเข้าสู่ระบบ และเปิดบริการใช้หน้าตาจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันของ Jingdong หรือ Jingdong Finance ไว้ก่อน เมื่อต้องการชำระเงินเพียงใส่หมายเลขโทรศัพท์ 4 ตัวสุดท้าย แล้วสแกนใบหน้าผ่านกล้องในร้าน ระบบก็จะเริ่มทำการตรวจสอบใบหน้า โดยอาศัยเทคโนโลยีการจดจำใบหน้ามาประกอบกับเบอร์โทรศัพท์ 4 ตัวสุดท้ายในการยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยก็จะหักเงินจากในบัญชีเพื่อชำระเป็นค่าสินค้าและบริการ ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบใบหน้าจนถึงจ่ายเงินสำเร็จใช้เวลาเพียง 2 วินาทีเท่านั้น ! เมื่อเทียบกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือการสแกน QR Code เพื่อจ่ายเงินแล้ว ถือว่าช่วยย่นระยะเวลาที่ใช้ในการชำระเงินไปได้มาก นอกจากเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าแล้ว Jingdong ยังพยายามแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้เสียง หรือม่านตาในการชำระเงินอีกด้วย

จีนกำลังเข้าสู่ยุคที่ออกจากบ้านแบบตัวเปล่า ไม่จำเป็นต้องพกอะไรติดตัวก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย โดยอาศัยแค่หน้าตา มือ และอวัยวะต่าง ๆ ของตัวเรามาเป็นรหัสผ่านชั้นเยี่ยม อย่างไรก็ตาม การใช้หน้าตาจ่ายเงินยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยในการเก็บข้อมูลและมีต้นทุนที่สูง เนื่องจากร้านค้าต้องติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับร้านเล็ก ๆ หรือร้านตามข้างทาง ทำให้แนวโน้มที่จะมาแทนที่การใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือการจ่ายเงินด้วยวิธีอื่นอย่างสิ้นเชิงยังไม่สูงมากนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยเวลาในการเตรียมความพร้อม และคนในสังคมก็ต้องปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับประเทศไทยที่รัฐบาลกำลังสนับสนุนให้ก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หากมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมทางเทคโนโลยีเป็นอย่างดี จะช่วยให้การใช้งานมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของคนไทย อีกทั้งจะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานอย่างแพร่หลายอีกด้วย




ปรับปรุงล่าสุด : 21 กันยายน 2560
โดย : นางสาวปิยะนุช ลือพงศ์ลัคณา
แหล่งข้อมูล : 1. ข้อมูลจากเว็บไซต์ new.caijing.com.cn เรื่อง 支付靠脸 京东金融试水线下京东之家刷脸快速支付 2. ข้อมูลจากเว็บไซต์ tech.sina.com.cn วันที่ 7 กันยายน 2560 เรื่อง “刷脸支付”商用起步 能否开启支付新格局 3. ข้อมูลจากเว็บไซต์ news.163.com วันที่ 16 กันยายน 2560 เรื่อง 刷脸时代,隐私保护应未雨绸缪 4. ข้อมูลจากเว็บไซต์ mp.weixin.qq.com วันที่ 2 กันยายน 2560 เรื่อง付款方式巨变,支付宝宣布重磅功能!

นครเซี่ยงไฮ้ / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซียงไฮ้