โอกาสการลงทุนที่เมืองชินโจว เมื่อจีนไฟเขียว 'รังนกไทย' เข้าแดนมังกร

โอกาสการลงทุนที่เมืองชินโจว เมื่อจีนไฟเขียว 'รังนกไทย' เข้าแดนมังกร


โอกาสการลงทุนที่เมืองชินโจว เมื่อจีนไฟเขียว 'รังนกไทย' เข้าแดนมังกร

 

โดย...ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน
สถานกงสุลใหญ่
นครหนานหนิง

 

ความเชื่อตามศาสตร์แพทย์แผนจีนที่สืบทอดมายาวนานหลายพันปีที่ว่า 'รังนก' เป็นอาหารอายุวัฒนะจากธรรมชาติที่มีคุณค่าชั้นยอด การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ชี้ว่า 'รังนก' มีคุณประโยชน์ช่วยเสริมความงามของผิว ทำให้ชาวจีนมีความนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์รังนก ซึ่งส่งผลให้สินค้าฟุ่มเฟือยชนิดนี้มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วในตลาดผู้บริโภคชาวจีน

รู้หรือไม่ว่า...จีนเป็นประเทศที่มีการบริโภครังนกมากที่สุดในโลก โดยกว่า 80% ของรังนกที่ผลิตได้ทั่วโลกถูกส่งไปจำหน่ายในประเทศจีน

ที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการนำเข้ารังนกจาก 3 ประเทศหลัก คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยมีสำนักงานควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบและกักกันโรคแห่งชาติจีน หรือ AQSIQ เป็นหน่วยงานหลักด้านการกำหนดนโยบายและการควบคุมตรวจสอบผลิตภัณฑ์รังนกที่นำเข้ามายังจีนแผ่นดินใหญ่ (พิกัดรังนก 0410001000)

สถานการณ์การนำเข้ารังนกในจีนเริ่มส่อแววไม่สดใส หลังจากที่เมื่อ 2554 ผลิตภัณฑ์รังนกทุกประเทศ รวมถึงรังนกไทย ถูกระงับการนำเข้าด้วยเหตุที่มีการตรวจพบสารไนไตรท์เกินมาตรฐาน (มากกว่า 30 ppm) ปนเปื้อนอยู่ในรังนกแดงจากมาเลเซีย

แต่ด้วยความพยายามของหน่วยงานภาครัฐไทยที่ร่วมกันผลักดันกับทางการฝ่ายจีนบนโต๊ะเจรจาในหลายต่อหลายเวทีตลอดช่วงที่ผ่านมา ในที่สุด...ทางการจีนยอมเปิดไฟเขียวให้ 'รังนกไทย' ได้กลับเข้าสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีกครั้ง

ท่านไม่ได้อ่านผิดครับ!!! 'รังนกไทย' สามารถส่งออกไปจีนได้แล้ว ตามประกาศของสำนักงาน AQSIQ ฉบับที่ 66 ได้อนุญาตให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์รังนกของไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

การกลับมาของ 'รังนกไทย' ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมและศึกษากฎระเบียบการส่งออกรังนกมายังจีนให้ละเอียดถี่ถ้วน!!!

แม้ว่าสำนักงาน AQSIQ จะเปิดทางให้กับการนำเข้ารังนกจากไทยได้แล้วก็ตาม แต่สำนักงาน AQSIQ ได้มีการตั้งเงื่อนไขการนำเข้ารังนกไทยในระยะแรกอนุญาตให้นำเข้าได้เฉพาะ 'รังนก(บริสุทธิ์)' ที่มีสีขาว สีเหลือง หรือสีทองเท่านั้น ส่วนรังนกแดง หรือบ้างก็เรียกว่า 'รังนกเลือด' ยังไม่ให้นำเข้าแต่อย่างใด โดยจีนขอพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน

ด้านแหล่งผลิตและแหล่งรวบรวมรังนกที่ส่งออกไปจีน ไม่ว่าจะเป็นรังนกบ้านหรือรังนกถ้ำ [1]  จะต้องผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมปศุสัตว์ของไทย มีระบบควบคุมคุณภาพ การบริหารจัดการด้านสุขอนามัย กระบวนการควบคุมและป้องกันโรคระบาด การตรวจสอบสิ่งปนเปื้อน และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Trace Back) ตั้งแต่แหล่งผลิตไปถึงการส่งออก เพื่อให้สามารถตรวจสอบแก้ไขได้ทันท่วงทีในกรณีที่เกิดปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ในส่วนของผู้ประกอบการแปรรูปรังนกไทยจะต้องได้รับการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมการ CNCA ของจีน [2] ซึ่งในขณะนี้ มีบริษัทผู้ส่งออกรังนกของไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว 2 ราย และรังนกที่ส่งออกจะต้องผ่านกระบวนการกำจัดขน ทำความสะอาด และมี 'ใบรับรองสุขอนามัยสัตว์' จากกรมปศุสัตว์ รวมถึง'ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า' แนบไปกับการส่งออกในทุก shipment ที่จะส่งออกไปจีน

ในส่วนของ 'ฉลากและบรรจุภัณฑ์สินค้า' จะต้องมีรายละเอียดกำกับชัดเจนเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ น้ำหนัก ชื่อและเลขทะเบียนแหล่งผลิต ชื่อที่อยู่และเลขทะเบียนบริษัทแปรรูปรังนก วิธีการเก็บรักษา และวันเดือนปีที่ผลิต

จีนเป็นตลาดนำเข้ารังนกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ปัจจุบัน รังนกเป็นสินค้าพรีเมียมที่การบริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหมู่ชนชั้นสูงในสังคมจีนเหมือนเช่นในอดีต พฤติกรรมการบริโภคของชนชั้นกลางที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมจีนเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อสูง และกล้าใช้จ่ายเงินเพื่อเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ จึงพูดได้ว่า 'โอกาสทอง' ของผลิตภัณฑ์รังนกไทยมาถึงแล้ว!!!

ชาวจีนเชื่อว่าผลิตภัณฑ์รังนกเป็นอาหารเสริมบำรุงสุขภาพชั้นดีที่มีสรรพคุณครอบจักรวาล ผู้หญิงจีนนิยมบริโภครังนกเพื่อเสริมความงาม ชาวจีนนิยมนำรังนกไปเยี่ยมผู้ป่วย และซื้อไปเป็นของขวัญให้กับผู้ใหญ่ โดย 'รังนกไทย' มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมสูงในตลาดจีน เพราะผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพ โดยช่วงก่อนที่รังนกไทยจะถูกแบน จีนนำเข้ารังนกจากไทยตกกิโลกรัมละ 1.5-2 แสนบาท

เป็นที่คาดหมายว่า การที่รัฐบาลจีนเปิดไฟเขียวให้ 'รังนกไทย' กลับเข้าสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีกครั้งจะช่วยให้ภาคธุรกิจ 'รังนกไทย' ฟื้นตัว ราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาลอีกครั้ง

การที่ตลาดจีนมีแนวโน้มความต้องการบริโภครังนกที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจรังนกเป็นเค้กก้อนโต' ที่ผู้ค้าจากหลายประเทศกำลังจ้องมองและอยากไขว่คว้าเอาไว้ในมือ

การดำเนินธุรกิจรังนกกับจีนแผ่นดินใหญ่ โดยที่ขอข้ามไปไม่พูดถึงธุรกิจการซื้อขายรังนกที่ทำกันอยู่ทั่วไปแล้ว การลงทุนในธุรกิจแปรรูปรังนกในจีนถือเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะธุรกิจกลางน้ำ-ปลายน้ำในห่วงโซ่อุปทานรังนก

ขอเกริ่นก่อนว่า... นักลงทุน(ไทย)จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทัศนะมุมมองที่มีต่อการลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่เสียใหม่ ต้องลบภาพที่มองว่าจีนเป็น 'โรงงานโลก' ทิ้งไป เพราะขณะนี้ การลงทุนของต่างชาติในจีนไม่ใช่เพื่อต้องการอาศัยจีนเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเช่นในอดีตอีกต่อไป แต่การลงทุนเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดผู้บริโภคชาวจีนในประเทศเป็นหลัก

การที่ประเทศจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกือบ 1,400 ล้านคน เพียงแค่ 10% ของประชากรจีนที่ซื้อผลิตภัณฑ์รังนกไทยก็เกือบ 140 ล้านคนไปแล้ว ซึ่งมากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศถึงสองเท่า ตัวเลขดังกล่าวจึงพอที่จะสร้างแรงดึงดูดให้กับการลงทุนภาคการผลิตในจีนได้ไม่น้อย

ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหาลู่ทางการลงทุนในธุรกิจรังนกในประเทศจีน บอกเลยว่า 'เขตฯ กว่างซีจ้วง' ถือเป็นพื้นที่เป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจ

ทำไมต้องกว่างซี??? ต้องยกนิ้วให้กับรัฐบาลกว่างซีที่ชิงผุดไอเดียการพัฒนาให้เมืองท่าชินโจว (Qinzhou City) เป็น 'ฐานการนำเข้ารังนก' โดยผูกโยงความเกี่ยวพันจากการที่เมืองชินโจวเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมระดับชาติจีน-มาเลย์ (แต่เปิดรับการลงทุนจากทุกประเทศ) กับการที่รัฐบาลสองประเทศร่วมลงนาม MOU เปิดทางให้รังนก(ดิบ)จากมาเลเซียเข้าสู่จีนได้ ช่วยเสริมน้ำหนักให้การเป็น 'ฐานการนำเข้ารังนก' ของเมืองชินโจว ฟังดูจะเหมาะสมเหนือเมืองแห่งอื่นในจีน

ปี 2559 รัฐบาลกว่างซีทุ่มเงินลงทุน 690 ล้านหยวน เพื่อพัฒนาพื้นที่สำหรับการก่อสร้าง 'สวนอุตสาหกรรมการแปรรูปรังนก' แบบครบวงจรเป็นแห่งแรกในประเทศ บนเนื้อที่ 33.3 ไร่ และกำหนดให้โครงการนี้เป็น key project ของนิคมอุตสาหกรรมจีน-มาเลย์

นอกจากนี้ รัฐบาลกว่างซีกำลังเดินเกมรุกยื่นขออนุมัติจากรัฐบาลกลางให้ท่าเรือชินโจวเป็น 'ด่านนำเข้ารังนกดิบ' [3] (designated port of raw bird's nest) เป็นแห่งแรกของประเทศ (มีข่าวว่าเมืองเซี่ยเหมินขอขึ้นสังเวียนช่วงชิงการเป็นด่านนำเข้ารังนกดิบอยู่ด้วย) ซึ่งมีความคืบหน้าไปพอสมควร คาดว่าส่วนกลางจะอนุมัติในเวลาอันใกล้นี้

สวนอุตสาหกรรมแห่งนี้มีฟังก์ชั่นครบครันทั้งการนำเข้า การตรวจสอบและกักกันโรค การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า การท่องเที่ยวและการซื้อขายรังนก รวมทั้ง Lab ตรวจสอบรังนกซึ่งสร้างเสร็จแล้ว

เมื่อ ..2560 กลุ่มบริษัท China First Heavy Industry (中一重工) เพิ่งชนะการประมูลโครงการก่อสร้าง 'สวนอุตสาหกรรมการแปรรูปรังนก' ภายใต้สัญญา EPC รับผิดชอบงานออกแบบ จัดซื้อ และรับเหมาก่อสร้าง หลัก ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์จัดแสดงและจำหน่ายสินค้า และศูนย์แปรรูปรังนก มูลค่าสัญญาราว 299 ล้านหยวน เวลาการก่อสร้าง 1 ปี 11 เดือน

คาดว่าหลังเปิดดำเนินการ ผู้ประกอบการในสวนอุตสาหกรรมจะมีการนำเข้ารังนกดิบปีละ 120 ตัน มีกำลังการผลิตรังนกแห้งปีละ 115 ตัน มูลค่าการผลิตปีละ 6 พันล้านหยวน

 

บทสรุป

แม้ว่า 'สวนอุตสาหกรรมการแปรรูปรังนก' จะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจีน-มาเลเซีย แต่เขาเปิดรับนักลงทุนจากทั่วโลก โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะชาวจีนกับชาวมาเลย์เท่านั้น

จึงกล่าวได้ว่า สวนอุตสาหกรรมแห่งนี้เป็นแพลทฟอร์มการลงทุนของธุรกิจแปรรูปรังนกไทยที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรังนกไทยสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคชาวจีนได้ง่ายมากขึ้น เพราะนอกเหนือจากความได้เปรียบเชิงกายภาพจากการมีที่ตั้งใกล้แหล่งผลิตในอาเซียน รวมถึงความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แล้ว ประเด็นด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี การใช้ที่ดินและอาคารโรงงาน รวมถึงการอำนวยความสะดวกของภาครัฐล้วนเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนในสวนอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น 'สวนอุตสาหกรรมการแปรรูปรังนก' เมืองชินโจวเปรียบเหมือน 'ขุมทอง' ของภาคธุรกิจรังนกไทยที่มองเห็นลู่ทางและมีความพร้อมสำหรับการ 'ก้าวออกไป' ลงทุนในแดนมังกร

 

******************************

 

 [1] ปัจจุบัน นกนางแอ่นบ้านจัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ผลผลิตที่ได้จึงใช้แค่การบริโภคภายในประเทศเท่านั้น (มีเพียงรังนกถ้ำเท่านั้นที่สามารถส่งออกไปจีนได้) อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจรังนกนางแอ่นประเทศไทยได้ทำหนังสือยื่นต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ช่วยปลดล็อก นกนางแอ่นบ้านออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองให้สามารถเลี้ยงเพื่อเก็บเอารังนกดิบส่งออกได้เหมือนรังนกนางแอ่นถ้ำ
[2]
คณะกรรมการกำกับการรับรองและอนุญาตเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์แห่งชาติจีน (CNCA- Certification and Accreditation Administration of the People’s Republic of China) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนผู้ผลิต(อาหาร)ในต่างประเทศที่ส่งออกมายังจีน ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์รักนก แต่ไม่รวมถึง "รังนกดิบ" ที่ทางการจีนยังไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าในขณะนี้

[3]  การเปิดตลาดรังนกดิบ  (raw bird's nest) หรือบ้างก็เรียก 'รังนกขน' ของรัฐบาลจีน ด้วยเหตุผลจากความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกและการเจือปนของสารที่เป็นพิษต่อร่างกายถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ทำให้ทางการจีนยังจำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมการนำเข้ารังนกดิบที่เข้มงวด โดยไม่อนุญาตให้มีการนำเข้ารังนกดิบเข้ามาในจีนแผ่นดินใหญ่ ยกเว้นมาเลเซีย โดยรัฐบาลสองฝ่ายได้ร่วมลงนาม'พิธีสารรังนกดิบ' ที่กรุงปักกิ่งไปเมื่อเดือน ..2559
     
พิธีสารฯ ดังกล่าวถือเป็น 'ใบเบิกทาง' ให้รังนกดิบจากมาเลเซียบุกเข้าตลาดจีนแผ่นดินใหญ่อย่างถูกกฎหมายเป็นชาติแรกในโลก อย่างไรก็ดี กระบวนการนำเข้าต้องอยู่ในบริบทที่ต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวดจากฝ่ายจีนก่อน ซึ่งแม้ว่าจะมีการลงนามพิธีสารฯ ไปแล้ว แต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติจริง โดยสองฝ่ายกำลังเจรจาข้อตกลงในรายละเอียด




ปรับปรุงล่าสุด : 09 ตุลาคม 2560
โดย : นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง

เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง / ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง