ข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอ ก้าวใหม่หรือยุคมืดวงการเกษตรจีน


ข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอ ก้าวใหม่หรือยุคมืดวงการเกษตรจีน

นับตั้งแต่มีการอนุมัติให้ใบอนุญาตในการปลูกข้าวและข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรม (Genetically modified) หรือจีเอ็มโอของกระทรวงเกษตรแห่งประเทศจีนเมื่อเดือน ต.ค. 2552 เป็นต้นมา ได้จุดกระแสความสงสัยในเรื่องความปลอดภัยในการบริโภคอาหารจีเอ็มโอขึ้นในจีนอย่างรวดเร็ว ว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ รวมทั้งเกรงว่าต่อไปจีนจะอนุญาตให้มีการปลูกข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้อนุมัติคือกระทรวงเกษตรแห่งประเทศจีนได้ออกมารับประกันอย่างแข็งขันว่าการอนุมัติครั้งนี้เป็นเพียงการออกใบอนุญาตในการปลูกข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตให้มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่เหตุผลนี้ดูเหมือนไม่ได้ช่วยตอบโจทย์ข้อสงสัยของประชาชนอย่างถูกจุด เพราะการออกใบอนุญาติให้ปลูกนั้นเป็นสัญญาณบอกค่อนข้างชัดเจนว่า การปลูกเชิงพาณิชย์กำลังจะตามมาในไม่ช้า

การอนุมัติของจีนในครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่หลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการอนุมัติให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเภทธัญพืชเป็นครั้งแรกของโลกที่แม้แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่กล้าทำ ผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรจีนซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยว่า การออกใบอนุญาตให้ปลูกเป็นขั้นตอนนำไปสู่การปลูกในเชิงพาณิชย์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งคาดว่ามีความเป็นไปได้ภายในเวลา 2-5 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้ ทางการจีนอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายกฎระเบียบสำหรับการควบคุมพืชจีเอ็มโออย่างละเอียด แต่ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ตามขั้นตอนในปัจจุบัน เมื่อวิสาหกิจได้รับใบอนุญาตให้ปลูกข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอแล้ว จะต้องทำการปลูกในพื้นที่ทดลองที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เมื่อผลิตผลที่ได้ออกมามีคุณสมบัติผ่านมาตรฐานแล้ว วิสาหกิจจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงจะสามารถได้รับใบอนุญาติในการผลิตข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอต่อไป

ศาสตราจารย์จาง หงเหลียงจากมหาวิทยาลัย The Central University for Nationalities (中央民族大学) ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับการปลูกพืชจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์ของจีนยังไม่มีความรัดกุมเพียงพอ หากรีบร้อนอนุญาตให้ปลูกเร็วเกินไป จะเกิดปัญหาในการควบคุมได้ ขณะนี้ทางการไม่ได้มีแผนการรองรับในด้านกฎหมายอย่างชัดเจน แต่กลับตัดสินใจอนุมัติการปลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ศาสตราจารย์จางเรียกร้องให้รัฐบาลจีนทบทวนการอนุมัติอีกครั้ง เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีต้องอยู่บนพื้นฐานของความรอบคอบ รัฐบาลก็ไม่ควรที่จะมองข้ามปัจจัยที่ไม่แน่นอนแม้เพียงน้อยนิด เพราะผลที่ตามมาอาจจะรุนแรงเกินแก้ไข

ทางการจีนยืนยัน ผลการทดลองปลอดภัย

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2553 ศาสตราจารย์จาง ฉี่ฟา จากมหาวิทยาลัยเกษตรหัวจง (Huazhong Agricultural University) หนึ่งในทีมนักวิจัยและทดลองข้าวจีเอ็มโอของจีนได้เปิดเผยว่าข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอที่ผ่านการอนุญาต มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับข้าวและข้าวโพดทั่วไปอย่างแน่นอน โดยจากการทดลองกับหนูในห้องทดลองด้วยการให้หนูขาวบริโภค Bt (Bacillus thuringiensis) แบคทีเรียที่ใช้ในการปราบแมลงศัตรูพืช และถูกนำมาใช้ในเทคนิคพันธุวิศวกรรมเพื่อให้พืชสามารถต่อต้านแมลงได้ พบว่าหลังการบริโภค หนูไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด ดังนั้นมนุษย์จึงสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตรายเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองข้างต้นไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยของพืชจีเอ็มโอต่อมนุษย์ได้ เนื่องจากยังไม่เคยมีการทดลองโดยตรงกับมนุษย์มาก่อน ดร. หวัง เยว่ตาน รองหัวหน้าภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้ความเห็นว่า การใช้ Bt ในการทดลองเพียงอย่างเดียวแทบไม่เป็นการช่วยพิสูจน์อะไรเลย ไม่ข้อพิสูจน์ได้ว่าเมื่อ Bt ถูกนำไปใช้ในกระบวนการตัดต่อพันธุกรรมแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับพืชบ้าง หรือจะก่อให้เกิดสารอันเป็นอันตรายอย่างอื่นเมื่อมนุษย์บริโภคพืชจีเอ็มโอเข้าไปหรือไม่ ศาสตราจารย์กู้ ซิ่วหลิน อาจารย์พิเศษประจำศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์ยูนนาน (Yunnan University of Finance and Economics) ผู้คร่ำหวอดในวงการวิจัยด้านเกษตรมาเป็นเวลานานก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า แม้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปแค่ไหน แต่มนุษย์ยังคงไม่มีความเข้าใจในระบบของสิ่งมีชีวิตอย่างถ่องแท้ ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่เป็นการปรับเปลี่ยนระบบธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตควรผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน

หลากหลายปัญหาพืชจีเอ็มโอ

จากความไม่แน่นอนของความปลอดภัยในการบริโภคพืชจีเอ็มโอ ทำให้หลายต่อหลายประเทศประสบกับปัญหาการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศของตนเอง สามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้

อินเดีย

เมื่อเดือน ต.ค. 2552 รัฐบาลประเทศอินเดียได้อนุมัติให้มีการปลูกมะเขือม่วงจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์ภายในประเทศ การอนุมัติครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสการคัดค้านจากประชาชนและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอินเดียอย่างรุนแรง เนื่องจากเกรงว่ามะเขือจีเอ็มโอจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและมะเขือม่วงที่ไม่ได้ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม จนรัฐบาลต้องระงับการอนุมัติการปลูกผักจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของโลกไปในที่สุด

ด้วยจำนวนประชากรที่มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รัฐบาลอินเดียพยายามแก้ไขปัญหาอาหารด้วยการนำเทคนิคจีเอ็มโอเข้ามาช่วย แต่โครงการแรกนี้ต้องพับเก็บไว้ก่อนเมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และนอกจากมะเขือม่วงที่เป็นพืชประเภทผักแล้ว พืชตระกูลถั่วก็เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลอินเดียเช่นกัน โดยปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศที่มีการบริโภคพืชตระกูลถั่วมากที่สุดในโลก ขณะที่ปริมาณผลผลิตพืชตระกูลถั่วกลับอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากปัญหาแมลงศัตรูพืช ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้ทุ่มงบประมาณในการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการผลิตพืชตระกูลถั่วอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ารวมถึงถั่วจีเอ็มโอด้วย แต่เมื่อมะเขือม่วงจีเอ็มโอต้องเจอกับการต่อต้านเช่นนี้แล้ว แน่นอนว่าถั่วจีเอ็มโอก็คงประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้บุกเบิกเทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรม โดยประสบความสำเร็จในการตัดต่อยีนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งในปี 2516 โดยพืชจีเอ็มโอชนิดแรกคือมะเขือเทศที่ได้รับการตัดต่อยีนจนทำให้สุกช้า ส่งไปตีตลาดทั่วโลกโดยไม่เน่าเสีย ต่อมาก็มีการพัฒนาพืชจีเอ็มโออีกหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี มะละกอ ฝ้าย เป็นต้น [1] สหรัฐฯ จึงเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีจีเอ็มโอและมีการปลูกพืชจีเอ็มโออย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตามสถิติของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ในปี 2552 พื้นที่เพาะปลูกถั่วจีเอ็มโอ ข้าวโพดจีเอ็มโอ และฝ้ายจีเอ็มโอ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 91, 85 และ 88 ของพื้นที่ปลูกพืชชนิดเดียวกันที่ไม่ใช่จีเอ็มโอทั้งหมดตามลำดับ แต่สหรัฐฯ เองกลับไม่มีการอนุญาตให้มีการปลูกธัญพืชในเชิงพาณิชย์เลยแม้แต่ชนิดเดียว

หลายปีที่แล้ว บริษัทมอนซานโต ผู้นำในวงการจีเอ็มโอของสหรัฐฯ เคยยื่นขออนุมัติต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและแคนาดาให้มีการปลูกข้าวสาลีในเชิงพาณิชย์มาแล้ว แต่กลับได้รับคำปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ทำให้บริษัทมอนซานโตยกเลิกการขออนุมัติไปในปี 2547 นอกจากนี้ กระแสการต่อต้านพืชจีเอ็มในสหรัฐฯ นั้นมีมาตั้งแต่ต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลายบริษัทที่ทำการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอต้องย้ายแปลงทดลองออกจากพื้นที่เดิม เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่

ฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ยืนหยัดไม่ต้อนรับพืชจีเอ็มโอให้เข้าสู่ตลาดยุโรปมาตั้งแต่ต้น ชาวฝรั่งเศสส่วนใหญ่เชื่อว่าพืชจีเอ็มโอจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติและมนุษย์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ข้าวโพดจีเอ็มโอ MON810 ของบริษัทมอนซานโตเป็นพืชจีเอ็มโอชนิดเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกในยุโรป แต่รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ระงับการอนุญาตปลูกข้าวโพดจีเอ็มโอดังกล่าวไปเมื่อต้นปี 2551 และแม้ว่าสำนักงานความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรป (European Food Safety Authority: EFSA) จะแถลงว่าข้าวโพดจีเอ็มโอมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ฝรั่งเศสก็ยังคงใช้มาตรการกีดกันพืชจีเอ็มโอบางประการอยู่

ความเป็นมาของพืชจีเอ็มโอในจีน

ประเทศจีนเริ่มการพัฒนาเทคโนโลยีจีเอ็มโอเมื่อปี 2529 และให้ความสำคัญอย่างจริงจังในช่วงหลังปี 2543 เป็นต้นมา โดยจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีจีเอ็มโอมากในระดับเดียวกับโครงการสำคัญระดับชาติอื่นๆ เช่น การผลิตเครื่องบิน หรือการสร้างยานอวกาศ เลยทีเดียว และเป็นโครงการระยะยาว 10-15 ปี ที่จีนจะให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ งบประมาณในการพัฒนาเทคโนโลยีจีเอ็มโอถูกกำหนดไว้ที่มูลค่าราว 24,000 ล้านหยวน มีกระทรวงวิทยาศาสตร์เป็นผู้ดูแล เน้นการวิจัยพืชประเภทข้าว ข้าวโพด ฝ้าย เป็นต้น นายจู เจิน รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการพัฒนาพันธุศาสตร์ประจำสถาบันสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีน (Institute of Genetics and Developmental Biology, Chinese Academy of Sciences) กล่าวว่า ประเทศจีนเริ่มเข้าสู่ยุคของการเคราะห์วิจัยเทคโนโลยีจีเอ็มโอเพื่อสร้างเทคโนโลยีของจีนเองอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

ฝ้าย และถั่วเหลืองเป็นพืชจีเอ็มโอที่ค่อนข้างแพร่หลายในจีน โดยจีนเริ่มวิจัยเทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมฝ้ายมาตั้งแต่ปี 2534 เนื่องจากการปลูกฝ้ายในจีนมักถูกรุกรานจากแมลงศัตรูพืช เกษตรกรต้องหมดค่าใช้จ่ายไปกับยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ทำให้ยอดผลิตผลฝ้ายลดลงต่อเนื่อง หลังการพัฒนาและวิจัยหลายปี จีนได้อนุมัติให้มีการปลูกฝ้ายจีเอ็มโอเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2540 และมีการปลูกอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกฝ้ายจีเอ็มโอในมณฑลผู้ผลิตฝ้ายที่สำคัญของจีนเช่น เหอเป่ย ซานตง เหอหนาน อันฮุย ครองสัดส่วนเกือบร้อยละ 100 ของพื้นที่ปลูกฝ้ายทั้งหมด โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกมากกว่า 30,000 ราย

จากฝ้ายซึ่งเป็นพืชที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบอาหาร จีนได้เริ่มหันมามองถั่วเหลืองที่ถึงแม้ว่าจีนจะเป็นประเทศผู้ปลูกถั่วเหลืองมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคจำนวนมหาศาลในแต่ละปี โดยจีนเริ่มอนุมัติให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองจีเอ็มโอจากต่างประเทศได้เมื่อปี 2547 แหล่งนำเข้าที่สำคัญคือสหรัฐอเมริกา บราซิล และอาร์เจนตินา โดยทั้ง 3 ประเทศนี้ครองสัดส่วนการนำเข้าถั่วเหลืองของจีนมากกว่าร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดตามมาหลังการอนุมัติให้นำเข้าคือ ผู้นำเข้าส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจต่างชาติ ทำให้อำนาจการกำหนดราคาถั่วเหลืองของจีนตกไปอยู่ในมือวิสาหกิจต่างชาติ ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่กระตุ้นให้จีนมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีจีเอ็มโอด้วยตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวและข้าวโพดซึ่งเป็นพืชสำคัญที่จีนมีความต้องการบริโภคจำนวนมาก ทั้งนี้ ข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอที่ได้รับการอนุมัติให้ปลูกได้แก่ข้าวพันธุ์หัวฮุยหมายเลข 1 (华恢1号) และข้าวโพดพันธุ์ ซ่านโยว 63 (Bt汕优63) ที่มีมหาวิทยาลัยเกษตรหัวจง (Huazhong Agricultural University) เป็นผู้ศึกษาวิจัย ซึ่งข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอนี้จะสามารถป้องกันการถูกทำลายจากแมลงศัตรูพืชได้ถึงร้อยละ 80

ข้าวจีเอ็มโอขึ้นโต๊ะอาหาร

แม้ว่าในด้านการผลิต ข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอจะช่วยยกระดับปริมาณการผลิตได้อย่างได้ผล แต่ในด้านความปลอดภัยในการบริโภคนั้นก็ยังคงมีความคลุมเครืออยู่ โดยกระแสการต่อต้านจีเอ็มโอในจีนมุ่งเน้นไปที่ข้าวมากกว่าข้าวโพด เนื่องจากข้าวโพดถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารสัตว์เป็นหลัก มนุษย์บริโภคโดยตรงเป็นส่วนน้อย และส่วนใหญ่ยังผ่านการแปรรูปมาแล้ว จึงไม่เป็นที่เป็นห่วงมากนัก ต่างจากข้าวเป็นอาหารที่มนุษย์บริโภคโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ข้าวเป็นอาหารหลักของชาวจีน สถิติระบุว่าในแต่ละปีชาวจีนบริโภคข้าวเฉลี่ยคนละ 97 กิโลกรัม ปริมาณการบริโภคข้าวทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 170 ล้านตัน/ปี โดยที่ปัจจุบันจีนมีศักยภาพสามารถผลิตข้าวป้อนความต้องการภายในประเทศได้อย่างสบายโดยไม่ต้องพึ่งจีเอ็มโอ ส่งผลให้กระแสความเห็นเกี่ยวกับข้าวจีเอ็มโอแตกออกเป็น 2 ทาง คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จีนจะต้องพึ่งจีเอ็มโอ เพราะจีนมีศักยภาพพอที่จะปลูกข้าวเลี้ยงประชากรในประเทศได้อยู่แล้ว นาย Fang Lifeng โฆษกของกรีนพีซจีน กล่าวว่า “เราจะต่อต้านการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อการเพาะปลูกในรูปแบบของแมสโปรดักซ์ และในเชิงพานิชย์โดยเร็วที่สุด และเพื่อเป็นการรับประกันถึงความเพียงพอของอาหารในประเทศ เรายังมีวิธีการอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาทิเช่น การเกษตรชีวภาพ”[2] ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าปัจจุบันจีนยังเลี้ยงตัวเองได้ แต่อนาคตเป็นเรื่องที่ยังไม่แน่นอน จีนจึงควรพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตรให้ทัดเทียมต่างประเทศที่เดินหน้าไปไกลกว่า ด้วยจำนวนประชากรที่มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก จีนควรมีแผนระยะยาวที่มีประสิทธิภาพพอ และจีเอ็มโอก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด นายหวง ต้าฟาง สมาชิกคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพของกระทรวงเกษตรจีนกล่าวว่า “การใช้เทคโนโลยีจีเอ็มโอนั้นเป็นเป็นทางเลือกใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอุตสาหกรรมเกษตรทั่วโลก รวมทั้งจีน” [3]

นอกจากเรื่องความปลอดภัยในการบริโภคแล้ว สิทธิบัตรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักวิชาการจีนให้ความสนใจ เนื่องจากในปัจจุบันสิทธิบัตรพืชจีเอ็มโอส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ จีนจึงควรตื่นตัวในเรื่องสิทธิบัตรให้มาก เพราะอาจก่อให้เกิดกรณีซ้ำรอยกับถั่วเหลืองจีเอ็มโอที่จีนต่างชาติเป็นเจ้าของสิทธิบัตร ทำให้มีอำนาจในการกำหนดราคา

ผลกระทบต่อไทย

ประเทศไทยครองตำแหน่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมาเป็นเวลานาน โดยที่ข้าวหอมมะลิไทยนั้นเป็นข้าวยอดนิยมของโลกมาโดยตลอด ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็ได้ทุ่มเทงบประมาณศึกษาวิจัยหาสารความหอมของข้าวหอมมะลิไทยมากว่า 20 ปีแล้ว นายเหยียน หลงผิง นักวิทยาศาสตร์ลือนามด้านวิจัยพันธุ์ข้าวของจีนก็เคยได้ประกาศว่า เมื่อจีนมีข้าวพอกินแล้วก็จะหันมาเรื่องข้าวหอมบ้าง และตั้งเป้าว่าจะเอาชนะไทยให้ได้ภายในปี 2538 เสียด้วยซ้ำไป[4] นอกจากนี้ ปัญหาปลอมปนข้าวไทยในจีนเพื่อให้ขายได้ในราคาที่สูงขึ้นก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทำให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยไปยังประเทศจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง มิหนำซ้ำจีนยังได้กลายเป็นผู้ส่งออกข้าวออกสู่ตลาดโลกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ดังนั้น การที่จีนวางแผนที่จะปลูกข้าวจีเอ็มโอในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังจึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อตลาดข้าวไทยอย่างแน่นอน และความหวังที่จีนตั้งเป้าจะนำไทยในเรื่องข้าวคงจะเป็นจริงในไม่ช้า เพราะในปัจจุบันไทยแทบไม่มีการใช้งบประมาณไปในด้านการวิจัยข้าวเลย แม้ว่ามาตรฐานความปลอดภัยของข้าวจีเอ็มโอจะยังเป็นปัญหาโลกแตกที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่หากไทยยังไม่ดำเนินการอะไรเพื่อปกป้องและพัฒนาข้าวไทยของเราเองแล้ว เป็นไปได้ว่า ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าข้าวบนโต๊ะอาหารของแต่ละคนอาจจะกลายเป็นข้าวจีเอ็มโอจากจีนแทนที่จะเป็นข้าวหอมมะลิจากไทย

แหล่งข้อมูล

- 中国转基因水稻走近餐桌 นสพ.文汇报 วันที่ 1 มี.ค. 2553

- 中国:转基因来了http://finance.sina.com.cn วันที่ 26 ส.ค. 2551

- 农业部批准转基因水稻证书引食品安全争议http://discover.news.163.com วันที่ 6 มี.ค. 2553

- จากพืชจีเอ็มโอ สู่รัฐบาลจีเอ็มโอ นสพ. มติชน วันที่ 9 ก.ย. 2550

- อภิมหาอำนาจเรื่องข้าว : จีน ไทย หรือใครอื่น? มติชนรายวัน วันที่ 4 พ.ย. 2552

- 中国转基因产业化发展进入快车道http://www.tjagri.ac.cn วันที่ 13 เม.ย. 2552

- 中国将开启转基因水稻种植:已发安全证书,未来2年发许可证,最迟5年上百姓餐桌http://www.21cnci.com วันที่ 23 มี.ค. 2553

ภาพประกอบจาก http://www.gmw.cn/content/2009-06/18/content_936538.htm



[1] นสพ. มติชน 9 ก.ย. 2550

[2] นสพ. ไชน่าเดลี่ 4 ก.พ. 2553

[3] นสพ. ไชน่าเดลี่ 4 ก.พ. 2553

[4] มติชนรายวัน 4 พ.ย. 2552





เขียนโดย : น.ส. มลฤดี เอื้อเกิดอารีย์

Last Update : 30 มีนาคม 2553