เส้นทางการค้าสายใหม่ (New Trade Lane) - ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R9)

เส้นทางการค้าสายใหม่ (New Trade Lane) - ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R9)

เมื่อวันที่ 19 - 26 กรกฎาคม 2553 นายอรรถพร พุทธิกำพล กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิงได้นำคณะ ซึ่งประกอบด้วย น.ส.กาญจนา พงษ์พานิช กงสุล(พาณิชย์) สกญ. ณ นครหนานหนิง / นางอุไร สุวรรณวงศ์ กงสุล(เกษตร) สกญ. ณ นครกว่างโจว / ม.ล.สิทธิเดช สุขสวัสดิ์ กงสุล(ศุลกากร) สกญ. ณ นครกว่างโจว และข้าราชการเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชนจีนออกเดินทางสำรวจเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R9)

ภาพถ่ายสมาชิกทีมสำรวจเส้นทาง ฯ


วัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ
1.การสำรวจเส้นทาง R9 เพื่อศึกษาสภาพเส้นทางอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ระหว่างเขตฯ กว่างซีจ้วงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย (จ.มุกดาหาร และ จ.นครพนม)
2. เจรจาหารือความเป็นไปได้ของการสถาปนาเมืองพี่เมืองน้องระหว่าง จ.มุกดาหารกับเมืองฉงจั่ว เขตฯ กว่างซีจ้วง


ก่อนอื่น บีไอซีหนานหนิงขอนำท่านผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ
ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ กันก่อน


แนวคิดการสร้าง ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (Nanning-Bangkok Economic Corridor,
南宁-曼谷经济走廊) ถูกนำเสนอโดยนักวิชาการสถาบันสังคมศาสตร์แห่งเขตฯ กว่างซีจ้วง (Guangxi Academy of Social Science, 广西社会科学院) เมื่อปี 2547 ต่อจากนั้นในปี 2549 ผู้นำสำคัญของคณะกรรมาธิการพรรคฯ ประจำเขตฯ กว่างซีได้เสนอการจัดตั้ง ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ (Nanning-Singapore Economic Corridor, 南宁-新加坡经济走廊) ขึ้นในงานประชุมและเวทีหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ ครั้งที่ 1 (Pan-Beibu Gulf Economic Cooperation Forum, 泛北部湾经济合作论坛)


หัวใจสำคัญของเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ คือ
การคมนาคม ปัจจุบัน เส้นทางรถไฟและทางหลวงพิเศษจากกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ความสำเร็จในการสร้าง ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์จึงอยู่ที่ ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ สามารถเชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์ได้หรือไม่? กล่าวคือ หากเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ได้รับการบุกเบิกพัฒนาให้มีการเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้วเช่นกัน

เส้นทาง ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R9)


เส้นทาง
ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ในปัจจุบันมีอยู่หลายเส้นทาง ทางบีไอซีหนานหนิงขอนำเสนอ 3 เส้นทาง (1 เส้นทางจากประสบการณ์จริง และ 2 เส้นทางจากสถาบันสังคมศาสตร์เขตฯ กว่างซีจ้วง) ดังนี้

1. เส้นทางทางบกที่มีความสะดวกรวดเร็วและคล่องตัวที่สุดจากนครหนานหนิง-กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน (R9) หรือก็คือ เส้นทางที่คณะสำรวจจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิงได้ลงพื้นที่สำรวจจริงนั่นเอง
เริ่มต้นเส้นทางจากนครหนานหนิง
ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก กรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 1,900 กว่ากิโลเมตร
รายละเอียดเส้นทางเริ่มต้นจากนครหนานหนิง - ด่านโหย่วอี้กวาน อำเภอระดับเมืองผิงเสียง เมืองฉงจั่ว เขตฯ กว่างซีจ้วง
จ.หลั่งเซิน (Lang Son) จ.บั๊กยาง (Bac Giang) จ.บั๊กนิงห์ (Bac Ninh) กรุงฮานอย - ถนนหมายเลข 1 จ.ฮานาม (Ha Nam) จ.นิงบิงห์ (Ninh Binh) จ.แทงหวา (Thanh Hoa) จ.เงอาน (Nghe An) จ.ฮาติง (Ha Tinh) จ. กวางบิงห์ (Guang Binh) - อ.ยอลิงห์ (Gio Linh) จ. กวางบิงห์ (Guang Binh) ถนนหมายเลข 9 อ.ดงฮา (Dong Ha) จ.กวางตริ (Guang Tri) อ.ลาวบาว (Lao Bao) ด่านลาวบาว ประเทศเวียดนาม ด่านแดนสะหวัน (Dansavanh) – ด่านสะหวันนะเขต แขวงสะหวันนะเขต (Savannakhet) ประเทศลาวด่านมุกดาหาร (คณะสำรวจได้แวะเยี่ยมเยือน จ.นครพนม) จ.ขอนแก่น กทม.



สภาพถนนและภูมิทัศน์โดยรวมของเส้นทางที่สำรวจ

สภาพเส้นทางหลวงหนานโหย่ว และอำเภอระดับเมืองผิงเสียง

- ช่วงทางหลวงหนาน-โหย่ว (นครหนานหนิง- ด่านโหย่วอี้กวาน อำเภอผิงเสียงเมืองฉงจั่ว เขตฯ กว่างซีจ้วง) ระยะทางประมาณ 230 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชม.30 นาที ถนนคอนกรีต 4 ช่องจราจร และ 6 ช่องจราจรในเขตเมือง สภาพเส้นทางดี เส้นทางขึ้นเขาเป็นบางช่วง พบเห็นรถบรรทุกสัญจรอยู่บ้าง แต่ยังไม่มากนัก ภูมิทัศน์เป็นภูเขาหินปูนและป่าไม้ รวมทั้งสามารถพบเห็นการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของเมืองฉงจั่ว ไร่อ้อย ตลอด 2 ข้างทาง

สภาพเส้นทางหลวงในประเทศเวียดนาม



- ช่วงด่านโหย่วอี้กวน จ.หลั่งเซิน (Lang Son) จ.บั๊กยาง (Bac Giang) จ.บั๊กนิงห์ (Bac Ninh) กรุงฮานอย วน. ระยะทางประมาณ 165 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชม.30 นาที เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร มีการจำกัดความเร็ว สามารถพบเห็นเส้นทางรถไฟรางคู่ (นครหนานหนิง เขตฯ กว่างซีจ้วง กรุงฮานอย ปท.วน) เลียบเส้นทางถนน สภาพเส้นทางสามารถแบ่งเป็น
- ช่วงด่านโหย่วอี้กวน
จ.หลั่งเซิน (Lang Son) เส้นทางเนินสูงต่ำและคดเคี้ยวตามไหล่เขา พบเห็นรถบรรทุกขนาดกลางสัญจรอยู่จำนวนพอสมควร นอกจากนี้ ยังพบเห็นรถจักรยานยนต์และรถขนส่งผู้โดยสารอยู่บ้าง ภูมิทัศน์เป็นเนินและภูเขาหิน นอกจากนี้ สามารถพบเห็นบ้านเรือน ร้านค้า ร้านซ่อมจักรยานยนต์ โรงงานปูนซีเมนต์ อีกทั้ง การเพาะปลูกข้าวและข้าวโพด 2 ข้างทาง
- ช่วงจ.หลั่งเซิน (Lang Son) จ.บั๊กยาง (Bac Giang) - จ. บั๊กนิงห์ (Bac Ninh) - กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เส้นทางเนินต่ำ ตัดตรง พบเห็นรถจักรยานยนต์และรถบรรทุกจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ.บั๊กนิงห์ ภูมิทัศน์เป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ พบเห็นการทำนาเพาะปลูกจำนวนมากตลอด 2 ข้างทาง นอกจากนี้ สามารถพบเห็นบ้านเรือน ร้านค้า ร้านซ่อมจักรยานยนต์ โรงงานขนาดใหญ่จำนวนมากเรียงรายตามแนวเส้นทางฯ ดังกล่าว

- ถนนหมายเลข 1 ช่วงกรุงฮานอย จ.ฮานาม (Ha Nam) จ.นิงบิงห์ (Ninh Binh) จ.แทงหวา (Thanh Hoa) จ.เงอาน (Nghe An) จ.ฮาติง (Ha Tinh) จ. กวางบิงห์ (Guang Binh) วน. ระยะทางประมาณ 490 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 13 ชม. สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจรในเขตชนบท และ 4 ช่องจราจรในเขตเมือง มีการจำกัดความเร็ว สภาพเส้นทางเป็นภูเขาหินปูน เนินสูงต่ำสลับที่ราบ เส้นทางคดเคี้ยวตามไหล่เขาและพบเห็นเส้นทางรถไฟเลียบเส้นทางฯ ดังกล่าวในบางช่วง บริเวณที่ราบยังสามารถพบเห็นการเพาะปลูกข้าวทั่วไป นอกจากนี้ สามารถพบเห็นบ้านพักอาศัย ร้านค้า ร้านอาหาร (หรือภาษา วน. เขียนว่า Com Pho) ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ (หรือภาษา วน. เขียนว่า Xe May) เรียงรายอยู่ตลอดแนวเส้นทางซึ่งความหนาแน่นแตกต่างกันไป


หมายเหตุ
ถนนหมายเลข 1A เป็นทางหลวงสายหลักของประเทศเวียดนาม เป็นเส้นทางเลียบเส้นแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศเวียดนาม เชื่อมโยงทิศเหนือ-ใต้ของเวียดนาม ถือเป็น เส้นเลือดใหญ่ ด้านการคมนาคมของประเทศเวียดนาม เส้นทางตรง แต่ช่องทางจราจรแคบ สภาพพื้นถนนยังคงอยู่ในสภาพพอใช้ สามารถตอบสนองความต้องการด้านการคมนาคมขนส่งที่มีอยู่ในขณะนี้ได้ชั่วคราว
แต่ทว่า หากคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตจากการพัฒนาด้านการค้าระหว่างจีน-เวียดนาม และการค้าระหว่างจีน-ลาวและไทยผ่านเวียดนาม เส้นทางดังกล่าวยังคงต้องขยายงานก่อสร้างเป็นทางหลวงพิเศษ เพื่อความสะดวกในการเชื่อมโยงกับทางหลวงพิเศษหนานหนิง ด่านโหย่วอี้ และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาเส้นทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

เส้นทางสู่ด่านพรมแดนลาวบาว



- ถนนหมายเลข 1 ช่วง อ.ยอลิงห์ (Gio Linh) [1] จ. กวางบิงห์ (Guang Binh) ถนนหมายเลข 9 อ.ดงฮา (Dong Ha) จ.กวางตริ (Guang Tri) อ.ลาวบาว ด่านลาวบาว วน. ระยะทางประมาณ 180 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชม.45 นาที สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร มีการจำกัดความเร็ว ภูมิประเทศเป็นเนินต่ำสลับที่ราบและไต่ระดับสู่ภูเขาสูงที่มีความคดเคี้ยวตามแนวเขาใน อ.ลาวบาว เป็นถนนลาดยางสลับคอนกรีต คุณภาพเส้นทางเรียบและขรุขระในบางช่วง แต่เนื่องจากรถยนต์สัญจรน้อย จึงสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร นอกจากนี้ สามารถพบเห็นบ้านพักอาศัย ร้านค้าเรียงรายอยู่เป็นช่วง ๆ ตามแนวเส้นทาง มีการเพาะปลูกทำนาในบางส่วน
หมายเหตุ
อ.ยอลิงห์ (Gio Linh)[1] ตั้งอยู่ใน จ.กวางบิงห์ (Guang Binh) เป็นเส้นทางลัดสู่ด่านลาวบาวโดยไม่ต้องเดินทางเข้า อ.ดงเฮย (Dong Hoi) จ.กวางบิงห์ (Guang Binh) การใช้เส้นทางฯ ดังกล่าวสามารถร่นระยะทางได้ประมาณ 15 กม.

เส้นทางสู่ด่านลาวบาว และห้างไทยในต่างแดน


- ถนนหมายเลข
9 ช่วง อ.ลาวบาว ด่านลาวบาว (Lao Bao) วน. ด่านแดนสะหวัน ด่านสะหวันนะเขต แขวงสะหวันนะเขต (Savannakhet) ลาว [2] ระยะทางประมาณ 250 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชม. สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร ทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์
สภาพเส้นทางเรียบและขรุขระสลับกัน พบเห็นการซ่อมแซมปรับปรุงเส้นทางเป็นระยะ ภูมิประเทศจากตะวันออกสู่ตะวันตกเป็นภูเขาสูงลดระดับลงสู่ที่ราบ พบเห็นไร่นากระจัดกระจาย บ้านเรือน 2 ข้างทางส่วนใหญ่เป็นกระท่อมหรือสร้างด้วยวัสดุไม้ ที่อยู่อาศัยไม่หนาแน่น ซึ่งแตกต่างจาก วน. ที่อาศัยอยู่ค่อนข้างถี่และบ้านเรือนร้านค้าก่ออิฐถือปูน


หมายเหตุ
เส้นทางหมายเลข 9 ใน สปป.ลาว[2] มี 2 ด่านเก็บค่าผ่านทาง คชจ.ประมาณ 10,000 กีบ (หรือประมาณ 40 บาท) เดินทางผ่าน อ.เซโปน ด่านแดนสะหวัน อ.พีน อ.พระลานชัย อ.อ่างสะพังทอง อ.อุทุมพร หรือ อ.เซโน (Seno) – อ.ไกรสรพรมวิหาร

เส้นทางในประเทศลาว

- ถนนหมายเลข 9 ช่วง ด่านสะหวันนะเขต แขวงสะหวันนะเขต (Savannakhet) ลาวด่านมุกดาหาร ระยะทางประมาณ 250 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชม. สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 2 ช่องทางเป็นส่วนใหญ่ และ 4 ช่องจราจรในเขตตัวเมือง สภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสลับภูเขาและเนินสูงต่ำ การจราจรแออัดเป็นบางช่วง


หมายเหตุ
แขวงสะหวันนะเขต ตั้งอยู่บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก เป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศลาว ถือเป็นพื้นที่ อู่ข้าวอู่น้ำ (ผลิตข้าว) ที่สำคัญของประเทศ มีทางหลวงหมายเลข 9 และหมายเลข 13 เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ สามารถเชื่อมต่อจังหวัด/เมืองสำคัญ ๆ ของประเทศไทยและเวียดนาม นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน (Savan-Seno Special Economic Zone)

- จ.มุกดาหาร - จ.นครพนม ระยะทางประมาณ 102 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชม. สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 4-8 ช่องจราจร สภาพเส้นทางเรียบมีความพร้อมสมบูรณ์สำหรับการจราจรขนส่ง


หมายเหตุ
จ.มุกดาหาร ถือเป็น ประตูและศูนย์การส่งออกสินค้าสู่อินโดจีนและจีนตอนใต้ (เขตฯ กว่างซีจ้วง) โดยใช้ประโยชน์จาก ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งเน้นส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเป็นหลัก สินค้าส่งออกหลักของ จ.มุกดาหาร เน้นสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว ผลไม้ ยางพารา ฯลฯ

- จ.นครพนม จ.ขอนแก่น ระยะทางประมาณ 300 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชม. สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 4-8 ช่องจราจร สภาพเส้นทางเรียบ สภาพภูมิประเทศบางส่วนเป็นภูเขาและมีทางโค้งค่อนข้างมาก แต่มีความพร้อมสมบูรณ์สำหรับการจราจรขนส่ง


หมายเหตุ
จ.นครพนม ถือเป็นอีก 1 จังหวัดชายแดนไทย-ลาว เป็นที่ตั้งของสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-ท่าแขก) ถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพแฝงด้านการคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ระหว่างไทย-จีน (เขตฯ กว่างซีจ้วง) ในอนาคต เนื่องจากมีระยะทางสั้นที่สุด คาดว่า ภายหลังการสร้างสะพานมิตรภาพฯ แล้วเสร็จ บทบาทของ จ.นครพนมจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

- จ.ขอนแก่น กทม. ระยะทางประมาณ 500 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 5 ชม. 30 นาที สภาพโดยรวมเป็นถนนลาดยาง 4-8 ช่องจราจร สภาพเส้นทางกว้างและเรียบ มีความพร้อมสมบูรณ์สำหรับการจราจรขนส่ง


หมายเหตุ
จ.ขอนแก่น
เป็น 1 ในจุดตัดระหว่างระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้และระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก เป็นศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางการเงิน และตลาดกระจายสินค้าในภูมิภาคของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรเป็นสินค้าหลัก เมื่อปี 2545 จ.ขอนแก่นและนครหนานหนิงได้ร่วมลงนามสถาปนาความสัมพันธ์
บ้านพี่เมืองน้อง

เส้นทาง ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R12)

2. เส้นทางบกจากนครหนานหนิง-กรุงเทพที่มีระยะทางสั้นที่สุดในปัจจุบัน (R12) เริ่มต้นเส้นทางจากนครหนานหนิง - เมืองท่าแขก ประเทศลาว - ด่านนครพนม - กรุงเทพฯ รวมระยะทาง 1,700 กว่ากิโลเมตร
ตามที่ได้รับรายงาน พบว่า เงื่อนไข/ปัจจัยด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมเท่าที่ควร อาทิ สภาพเส้นทางเป็นภูเขา คดเคี้ยว รับน้ำหนักได้ไม่มาก ฯลฯ นอกจากนี้ พบว่า ในหลักการ เส้นทางฯ ดังกล่าวไม่สามารถใช้ขนส่งผลไม้ไทยสู่ประเทศจีนได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในข้อตกลงฯ ระหว่างจีนกับไทย
รายละเอียดเส้นทางเริ่มจากนครหนานหนิง
ด่านโหย่วอี้กวาน เขตฯ กว่างซีจ้วง ด่านลางเซิ่น (Lang Son) กรุงฮานอย อ.วินห์ (Vinh) จ.เงอาน (Nghe An)ด่านจาลอ (Cha Lo) ประเทศเวียดนาม ด่านนาพาว (Na Phao) - เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ประเทศลาว ด่านพรมแดน จ. นครพนม กรุงเทพฯ ช่วงเมืองท่าแขก ลาว จ. นครพนมต้องอาศัยการโดยสารทางเรือ/แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขง ขณะนี้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ซึ่งเปิดดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2552 และกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 11 พ.ย. 2554
การเดินทางสำรวจเส้นทางฯ ของคณะสำรวจสถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิงได้เดินทางแวะไปยัง จ.นครพนม เพื่อดูความคืบหน้างานก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (จ.นครพนม-คำม่วน) พร้อมรับทราบผลการดำเนินงานก่อสร้างสะพานฯ ว่า ตั้งแต่เริ่มสัญญาโครงการก่อสร้างฯ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.52 จนถึง มิ.ย.53 การก่อสร้างสะพานฯ มีความคืบหน้าผลงานสะสมรวมร้อยละ 47.25 เร็วกว่าแผนงานร้อยละ15.15 คาดว่า สิ้นเดือน ก.ค. จะมีผลงานสะสมรวมร้อยละ 50

ความคืบหน้างานก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

หมายเหตุ
โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่
3 นครพนมคำม่วน ควบคุมการก่อสร้างโดยสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง และบจก.อิตาเลี่ยนไทย เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างใช้งบประมาณก่อสร้างจากรบ.ไทยทั้งสิ้น 1,723 ล้านบาท มีระยะเวลาการก่อสร้างรวม 900 วัน สะพานจะแล้วเสร็จในวันที่11 พ.ย.54 ทั้งนี้ คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จก่อนกำหนดสัญญา 3-5 เดือน เมื่อสะพานแล้วเสร็จจะเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งด้านการค้า และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากไทย สปป.ลาว วน. และจีนตอนใต้
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างทางรถไฟข้ามแม่น้ำโขงไปยัง สปป.ลาว ซึ่งจะสร้างขนานกับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

3. เส้นทางบกจากนครหนานหนิง-กรุงเทพฯ ที่มีความสะดวกรวดเร็วมากที่สุดในอนาคต ซึ่งมีระยะทางรวม 1,600 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการดำเนินการ ระยะทางที่สั้นที่สุดของเส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ คือ นครหนานหนิง - ด่านโหย่วอี้ - กรุงฮานอย อ.ม็อคเชา (Mou Chau) (ทางหลวงหมายเลข 6) - ซำเหนือ (Sam Neua เมืองหลวงของแขวงหัวพัน) - เชียงขวาง - เวียงจันทน์ ด่านพรมแดน จ. หนองคาย จ. ขอนแก่น - กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังมี นครหนานหนิง ด่านโหย่วอี้กวาน เขตฯ กว่างซีจ้วง ด่านลางเซิ่น (Lang Son) - กรุงฮานอย - อ.วินห์ จ. เงอาน (Nghe An) (ทางหลวงหมายเลข 8) ด่านเกาแจว (Cau Treo) จ.ฮาติง (Ha Tinh) ประเทศเวียดนาม - ด่านน้ำพาว (Nam phao) แขวงบอริคำไซย แยกน้ำทอน (ทางหลวงหมายเลข 13) ด่านปากซัน (Pak Son) - ด่านพรมแดน จ. หนองคาย จ. ขอนแก่น กรุงเทพฯ

ข้อสังเกต

1. ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ มี เค้าโครง อยู่แล้ว เพียงรอคอยการพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์เท่านั้น

โดยหากมองโครงข่ายการคมนาคม การรวมกลุ่มของประชากร แหล่งทรัพยากร รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สามารถกล่าวได้ว่า ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ มีเค้าโครงเบื้องต้นแล้ว รอเพียงการพัฒนาเส้นทางช่วง ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯในประเทศลาวและเวียดนามให้เกิดความพร้อมสมบูรณ์เท่านั้น

บริเวณพื้นที่เลียบส้นทางฯ ดังกล่าวสามารถพบเห็นพบเห็นโรงงาน เขตอุตสาหกรรม ร้านค้า และบ้านพักอาศัย ฯลฯ เรียงรายอยู่ตลอด 2 ข้างทาง ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า เส้นทางฯ ดังกล่าวเริ่มเป็น
เค้าโครง ของระเบียงเศรษฐกิจแล้วในเบื้องต้น

2. เงื่อนไข/ปัจจัยด้านสภาพเส้นทางของระเบียงทางหลวงหนานหนิง-กรุงเทพฯ ค่อนข้างดี ระยะทางค่อนข้างสั้น


จากระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (นครหนานหนิงสู่ประเทศเวียดนาม) ถึงระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกที่เชื่อมโยงประเทศเวียดนาม ลาว ไทย และพม่า ไม่เพียงโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างดี ทรัพยากรตลอดแนวเส้นทางยังอุดมสมบูรณ์ และเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง เป็นเส้นทางที่มีความสะดวกรวดเร็วที่สุดในการเชื่อมโยงจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียน อีกทั้ง ยังเป็นเส้นทางการค้า โลจิสติกส์ และท่องเที่ยวที่สำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน

เนื่องจากเส้นทางจากนครหนานหนิง-กรุงเทพฯ ค่อนข้างสะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วัน ทำให้ปัจจุบันมีนักธุรกิจชาวไทยจำนวนไม่น้อยที่ใช้เส้นทางดังกล่าวในการขนส่งผลไม้ อาทิ ทุเรียน มังคุด ส้มโอ และลำไย ฯลฯ เข้าสู่ประเทศจีนโดยใช้รูปแบบการขนส่งข้ามแดนผ่านเส้นทางดังกล่าว ตามที่ได้รับรายงาน คาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีผลไม้นำเข้าจากอาเซียนผ่านด่านชายแดนของอำเภอระดับเมืองผิงเสียง (
Ping Xiang,
凭祥市) เขตฯ กว่างซีจ้วง มากกว่า 2 ล้านตัน/ปี ทำให้ด่านชายแดนของอำเภอระดับเมืองผิงเสียง สามารถรักษาอันดับ 1 ด่านชายแดนที่มีผลไม้นำเข้าจากอาเซียนมากที่สุดได้ต่อไปเรื่อย ๆ


3. ประเทศไทยเบนเข็มความร่วมมือกับต่างประเทศไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และเขตฯ กว่างซีจ้วง


ในอดีต ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางหลวงจากกรุงเทพฯ-คุนหมิง ดำเนินการบุกตลาดจีนผ่านทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ หลังจากความพยายามตลอดระยะเวลาหลายปี ปัจจุบันทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดใช้เส้นทางแล้ว แต่กลับไม่ได้สะดวกรวดเร็วและคล่องตัวอย่างที่คิดไว้ ตามที่ได้รับรายงาน ทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ ช่วงประเทศลาว รถถูกจำกัดความเร็วด้วยเส้นทางทั้งแคบและมีทางโค้งจำนวนมาก ทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางมาก รถขนาดใหญ่สัญจรลำบาก


อีกทั้ง เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ที่มีความสะดวกรวดเร็วที่สุดมีระยะทาง 1,600 กว่ากิโลเมตร สั้นกว่าทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ 200 กว่ากิโลเมตร อีกทั้งเส้นทางเป็นที่ราบ สัญจรรถสะดวกรวดเร็ว มีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ดังนั้น ประเทศไทยจึงชะลอการสร้างสะพานเชียงของ-ห้วยทราย (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ และมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 จาก จ.นครพนมของไทย-ท่าแขกของลาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ เสียก่อน ซึ่งหากสะพานดังกล่าวดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ทางหลวงสายดังกล่าวจะกลายเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเขตฯ กว่างซีกับประเทศไทยที่มีความสะดวกรวดเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีนอยู่บริเวณพื้นที่เจริญเลียบชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออก ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ประเทศไทยเบนเข็มความสำคัญทางความร่วมมือไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านประเทศลาว เวียดนาม ก่อนเข้าสู่เขตฯ กว่างซีจ้วง เพื่ออาศัย
จุดเด่น ด้านทำเลที่ตั้งของเขตฯ กว่างซีจ้วงในการกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศจีน


4
. การคมนาคมระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกของ 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว ไทย พม่าสามารถเชื่อมโยงถึงกัน พร้อมทั้งได้ดำเนินนโยบายอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง GMS แล้ว [1]


ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกเป็นระเบียงเศรษฐกิจที่ GMS วางแผนสร้างขึ้น ด้านตะวันออกเริ่มต้นจากประเทศเวียดนามที่เมืองดานัง - เมืองกว๋างตริ (Guang Tri) เมืองดงฮา ด่านลาวบาว ประเทศลาวที่ด่านแดนสะหวัน (Densavanh) แขวงสะหวันนะเขต ประเทศไทยที่ด่านชายแดนจ. มุกดาหาร จ. พิษณุโลก ประเทศพม่าที่เมืองเมาะละแหม่ง (Moulmein) รวมระยะทาง 1,450 กิโลเมตร ปัจจุบันทางหลวงสายดังกล่าวสร้างและเปิดใช้เส้นทางโดยใช้สินเชื่อของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ตามที่ได้รับรายงาน เส้นทางในประเทศเวียดนามและลาวเป็นพื้นถนนเป็นยางมะตอย สภาพถนนแคบ คุณภาพเส้นทางพอใช้ ปริมาณรถยนต์สัญจรหนาแน่นในประเทศเวียดนาม ส่วนในประเทศลาวยังมีไม่มาก เมื่อเข้าสู่ประเทศไทยเป็นทางหลวงคุณภาพดี ถนนกว้าง ปริมาณรถค่อนข้างมาก ถึงระดับหนาแน่นในบางช่วงเส้นทาง

การผ่านด่านชายแดนไทย-ลาว และเวียดนาม-ลาวค่อนข้างสะดวก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552 ประเทศลาว เวียดนาม และไทย รวม 3 ประเทศได้ประกาศใช้ข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
[1] (GMS Cross Border Transport Agreement) เพื่ออำนวยความสะดวกการผ่านแดนและข้ามแดนของคนและสินค้าในอนุภูมิภาค โดยใช้ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดน GMS อย่างเป็นทางการแล้ว การดำเนินการตรวจปล่อยสินค้า ณ จุดเดียว (Single Stop Inspection : SSI) ต่อสินค้าผ่านแดน โดยไม่จำเป็นต้องขนถ่ายสินค้าหรือเปลี่ยนถ่ายรถจำนวนหลายครั้ง นโยบายการอำนวยความสะดวกดังกล่าวเป็นการเพิ่มความรวดเร็วให้กับการตรวจสอบสินค้า และพนักงานเจ้าหน้าที่ด่านชายแดน การผ่านด่านชายแดนใช้ระยะเวลาสั้นลงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับประสิทธิภาพการผ่านด่านชายแดน การลดต้นทุนการค้า รวมถึงต้นทุนการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์


หมายเหตุ
นโยบายอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง
GMS [1] เป็นไปตามความร่วมมือสาขาการคมนาคมขนส่งภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS: Greater Mekong Sub region) ที่ประเทศไทย ลาว และเวียดนามได้ร่วมกันจัดพิธีเปิดการเดินรถขนส่งตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross – Border Transport Agreement: CBTA) ตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ซึ่งทั้ง 3 ประเทศได้จัดทำบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลง CBTA ณ จุดผ่านแดน มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และจุดผ่านแดน แดนสะหวัน-ลาวบาว ซึ่งได้มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ณ แขวงสะหวันนะเขต โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวกำหนดให้มีการอำนวยความสะดวกในการขนส่ง ระหว่าง ไทย-ลาว-เวียดนาม ตามแนวเส้นทาง EWEC ณ จุดผ่านแดนมุกดาหาร (ไทย).-.สะหวันนะเขต.(สปป.ลาว) และจุดผ่านแดน แดนสะหวัน (สปป.ลาว) - ลาวบาว (เวียดนาม) โดยพิธีดังกล่าวกำหนดถูกจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 ประเทศในวันที่ 11 มิถุนายน 2552 โดยจะมีพิธีฯ หลักซึ่งรัฐมนตรีคมนาคมของทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วมพิธีฯ ณ จุดผ่านแดนสะหวันนะเขต สปป.ลาว ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดพิธีเปิดการเดินรถฯ ณ จุดผ่านแดนมุกดาหาร และเวียดนามจะจัดพิธีเปิดการเดินรถฯ ที่จุดผ่านแดนลาวบาว (คำอธิบาย http://www.danmuk.org)

จุดแข็ง/โอกาสของเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R9)

  • พื้นฐานโครงข่ายเส้นทางคมนาคมมีอยู่แล้ว เพียงต้องการบุกเบิกพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้น
  • ระยะทางและระยะเวลาการขนส่งสั้น เหมาะสำหรับสินค้าสดที่จำเป็นต้องแข่งขันกับเวลา โดยเฉพาะผักและผลไม้สดของอาเซียน(ไทย)
  • ตลาดใหม่ รอการบุกเบิกพัฒนา
  • ตำแหน่งที่ตั้งของเขตฯ กว่างซีจ้วง ในฐานะ เมืองหน้าด่าน และ ประตูสู่อาเซียน อีกทั้งยังสามารถเป็น ฮับ ในการกระจายสินค้าสู่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันตกของจีน
  • นโยบายของรัฐบาลกลางจีนในการสนับสนุนเขตฯ กว่างซีจ้วง โดยการมอบสิทธิ/นโยบายพิเศษต่าง ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเขตฯ กว่างซีจ้วง

จุดอ่อน/ปัญหาอุปสรรคของเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ (R9)

  • เชิงกายภาพ

o สภาพเส้นทางใน วน. และสปป.ลาว โดยเฉพาะ วน. กล่าวคือ สภาพและคุณภาพเส้นทางยังไม่ได้มาตรฐาน ถนนแคบ การจราจรหนาแน่นและไม่เป็นระเบียบ มีการจำกัดความเร็วค่อนข้างต่ำ ส่งผลต่อระยะเวลาการเดินทาง

o ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ อาทิ ลานสินค้า และรถยกตู้สินค้าบริเวณด่านพรมแดนของ วน.และ สปป.ลาว โดยเฉพาะด่านลาวบาว วน. ยังไม่สมบูรณ์

  • เชิงเทคนิค

o การขนส่ง เนื่องจากรถบรรทุกสินค้า หรือรถหัวลากไม่สามารถวิ่งผ่าน ปท.ลาว วน. สู่ สปจ.ได้โดยตรง ตาม ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS-CBTA) ได้กำหนดเส้นทางการขนส่งสิ้นสุดที่ วน. นอกจากนี้ สินค้าสามารถส่งมายังด่านโหย่วอี้กวานเพียงด่านเดียวเท่านั้น

o การเก็บค่าผ่านทางใน วน. มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางในทุกจังหวัดของ วน. และสปป.ลาว 2 ครั้ง นอกจากนี้ กฎระเบียบของลาวที่กำหนดให้มีการเรียกเก็บ "ค่านำเข้าเพื่อการส่งออก" ณ ด่านท่าแขก สูงถึงร้อยละ 3-6 ของมูลค่าสินค้า

o ศุลกากรจีน ตั้งราคาประเมินกลางของสินค้าผลไม้ไทยสูงกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าสูง (ถึงแม้ภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ แต่ราคาประเมินนำมาเป็นฐานในการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่ง สปจ.เรียกเก็บร้อยละ 13 สำหรับผักและผลไม้สด หรือผ่านการแปรรูปขั้นปฐมภูมิ)

o เวลาการให้บริการผ่านพิธีการทางศุลกากร มีความแตกต่างกัน โดยด่าน สปจ. ทำการเวลา 08:00-20:00 น. / ด่าน วน. ทำการเวลา 08:00-17:00 น. / ด่านสปป.ลาว และปทท. ทำการเวลา 07:00-22:00 น. (เวลาใน สปจ. เร็วกว่าเวลาไทย/วน./ลาว 1 ชั่วโมง)

o การจำกัดความเร็วของรถยนต์ใน วน. ทำให้การขนส่งล่าช้า แต่ก็คงมีความจำเป็นในการจำกัดความเร็ว เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสภาพเส้นทางแคบและไม่สมบูรณ์ และมีการให้พาหนะทุกรูปแบบปะปนกันบนพื้นที่ถนนทั้งยานพาหนะขนาดเล็ก ขนาดใหญ่และสัตว์พาหนะ

o การเปิดตู้คอนเทนเนอร์ตรวจสินค้าของ วน. หาก จนท.พบข้อสงสัยหรือเห็นสมควร เพราะปทท.ไม่ได้ดำเนินการเจรจาลงนามสัญญากับสปป.ลาว และวน. อย่างเป็นทางการ ทำให้สินค้าที่ถูกเปิดตรวจไม่สามารถขนส่งเข้ามายัง สปจ. และผู้ประกอบการต้องหาแหล่งจำหน่ายสินค้าใน วน. แทน การขนส่งผ่านด่าน สปป.ลาวและ วน.โดยไม่ต้องเปิดตู้คอนเทนเนอร์เป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้ประกอบการกับ จนท.ใน สปป.ลาวและ วน. ซึ่งเพิ่ม คชจ.ในจุดตรวจของแต่ละเมือง

o ความไม่มั่นใจของนักลงทุน ในการลงทุนเครนยกตู้สินค้า และลานสินค้าบริเวณด่านพรมแดน สปป.ลาว และวน. เพราะยังไม่มีการเจรจาระหว่าง รบ.ไทยกับลาวและวน.อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการเกรงว่า สปป.ลาว หรือ วน. อาจสั่งห้ามการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ในวันใดก็ได้

o การประชาสัมพันธ์ข้อมูล อาทิ การลงนามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS-CBTA) การกำหนดเส้นทางขนส่ง R9 การใช้สิทธิประโยชน์จากหนังสือรับรองแหล่งกำเนิด (Form E) ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องยังไม่แพร่หลาย ทำให้ผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ ข้างต้นได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

o ช่องว่างจากนโยบายการค้าชายแดนสปจ-วน. ทำให้ผู้ประกอบการอาศัยรูปแบบ กองทัพมดในการขนถ่ายสินค้าผลไม้ไทยจาก วน.สู่ สปจ. ผ่านจุดการค้าชายแดนผู่จ้ายแทนที่จะเข้าที่ด่านโหยวอี้กวาน หรือผู้ประกอบการไทยขายสินค้าให้ วน. และ วน.ส่งเข้า สปจ. ผ่านด่านฯ ข้างต้น เนื่องจากนโยบายการค้าชายแดนระบุว่า สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มีมูลค่าไม่เกิน 8,000 หยวน/ครั้ง/วัน ไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ ทั้งภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (ประเภทสินค้าต้องอยู่นอกเหนือรายการที่จุดการค้าชายแดนระบุว่าต้องเสียภาษี) ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเกษตรผ่านด่านโหย่วอี้กวานมีน้อย เพราะด่านโหย่วอี้กวาน หากใช้สิทธิประโยชน์จากหนังสือรับรองแหล่งกำเนิด (Form E) สามารถงดเว้นภาษีนำเข้า แต่ยังคงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ข้อเสนอแนะ

1. ผลักดันความร่วมมือทางด้านการค้า โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการคมนาคมขนส่งระหว่างเขตฯ กว่างซีจ้วง-เวียดนาม, ลาว-ไทย

ปัจจุบัน มีเส้นทางการคมนาคมจากเขตฯ กว่างซี-เวียดนาม-ลาว-ไทยอยู่แล้ว การใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวสามารถประหยัดระยะเวลา และลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพด้านการขนส่ง การเดินทาง รวมถึงประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ แนวเส้นทางดังกล่าวมีแหล่งสินค้าเกษตรและแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ มีปัจจัยพร้อมสำหรับการพัฒนาความร่วมมือทางด้านการค้า โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการคมนาคมขนส่ง อีกทั้งประเทศไทย ลาว และเวียดนามได้จัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ที่นครหนานหนิง เขตฯ กว่างซี

ดังนั้น จึงสามารถสร้างกลไกความร่วมมือในรูปแบบที่แตกต่างกันในการผลักดันระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ เช่น กลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาล กลไกความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ครอบคลุมถึงกลไกความร่วมมือภาคการเกษตร การท่องเที่ยว โลจิสติกส์และการคมนาคมขนส่ง เป็นต้น กลายเป็นโครงข่ายการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการคมนาคมระหว่างเขตฯ กว่างซีจ้วง-เวียดนาม-ลาว-ไทย

2. ดำเนินนโยบาย/มาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง
GMS บนระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ

ประเทศตามแนวเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ล้วนเป็นสมาชิกของ
GMS ปัจจุบัน การคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศต่าง ๆ ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกได้ดำเนินนโยบายการอำนวยความสะดวกในการผ่านด่านชายแดน การขนส่งผู้โดยสารและสินค้าระหว่างเวียดนาม ลาวและไทยเท่านั้น หากสามารถดึงประเทศจีน (เขตฯ กว่างซีจ้วง) เข้าร่วมดำเนินนโยบายฯ ดังกล่าวได้ การขนส่งพืชผักผลไม้จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเข้าสู่ประเทศจีนผ่านระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตกสู่ด่านโหย่วอี้กวาน เขตฯ กว่างซีจ้วงจะได้รับความสะดวกเป็นอย่างมาก

3.
ปรับปรุงเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ให้มีความสะดวกรวดเร็วสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง เร่งเชื่อมต่อเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

เนื่องจากลักษณะทางกายภาพและระบบโครงสร้างพื้นฐานของ
เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ยังไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ ดังนั้น การเร่งปรับปรุงเส้นทางฯ ดังกล่าวจึงมีความสำคัญและจำเป็นเร่งด้วน

4. การสร้างโครงข่ายคมนาคม
ทางเลือก ภายใต้แนวคิด ระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์

ในงานประชุมและเวทีหารือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ ครั้งที่ 5 (
5th Pan Beibu Gulf Economic Cooperation Forum,
第五届泛北部湾经济合作论坛) ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 12-13 สิงหาคม 2553 ณ นครหนานหนิง เขตฯ กว่างซีจ้วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการรถไฟแห่งชาติจีน (Ministry of Railways, 铁道部) ได้นำเสนอแนวคิด เส้นทางรถไฟนครหนานหนิง-สิงคโปร์ (Nanning-Singapore Railways) และกระทรวงการรถไฟจีนพร้อมสนับสนุนผลักดันการก่อสร้างเส้นทางรถไฟนครหนานหนิง-สิงคโปร์

แนวคิดฯ ดังกล่าว ถือว่ามีเค้าโครงอยู่แล้วเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบัน เขตฯ กว่างซีจ้วงและกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามมีทางรถไฟมาตรฐานเชื่อมถึงกันแล้ว ในปี 2551 จีนและเวียดนามได้บรรลุข้อตกลงการเจรจาในการประชุมทางรถไฟชายแดนจีน-เวียดนาม ครั้งที่ 32 พร้อมเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการจากนครหนานหนิง เขตฯ กว่างซี
กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2552

ดังนั้น การพัฒนาหรือสานต่อแนวความคิดฯ ดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย โดยกระทรวงการรถไฟจีน กล่าวว่า การดำเนินงานก่อสร้างและเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
1) ระยะใกล้ เปิดเส้นทางรถไฟนครหนานหนิง-อำเภอระดับเมืองผิงเสียง-กรุงฮานอย-กรุงพนมเปญ-กรุงเทพฯ-กรุงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์
2) ระยะไกล เปิดเส้นทางรถไฟนครหนานหนิง-อำเภอระดับเมืองผิงเสียง-กรุงฮานอย-จ.แทงหวา (
Thanh Hoa) เวียงจันทน์-กรุงเทพฯ-กรุงกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์


บีไอซีหนานหนิง เห็นว่า หากการผลักดันการพัฒนาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-กรุงเทพฯ ให้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว จะช่วยส่งเสริมพัฒนาสภาพเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่เลียบแนวเส้นทางฯ ดังกล่าวให้มีการเติบโตได้เป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมาย
สำเร็จร่วมกัน

จัดทำโดย
: นายกฤษณะ สุกันตพงศ์ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิง

แหล่งข้อมูลและภาพ: การเข้าร่วมคณะสำรวจเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 19-26 กรกฎาคม 2553 และข้อมูลจากสถาบันสังคมศาสตร์เขตฯ กว่างซีจ้วง รวมถึงเว็บไซต์ www.gx.xinhuanet.com (广西新华网) / www.gx.chinanews.com.cn (中新网)






Last Update : 23 สิงหาคม 2553